ขอใช้สิทธิ์พาดพิงครับเต่า

(จริงๆแค่มีคำว่าแดริดาผมก็ร้อนตัวแล้ว
,คำอธิบายสำหรับคนอื่น นอกจากผมกับเต่า : ฌ๊าค แดริดา
นักปรัชญาซูเปอร์สตาร์ชาวฝรั่งเศส ต้นคิดทฤษฎีรื้อสร้าง
คือเอาของเดิมมารื้อมาชั่งตวงวัด แล้วสร้างใหม่ ซึ่งนั่นแหละผม
ก็เลยร้อนตัวมาก)
เอ้อ สงสัยอย่างหนึ่งครับ
ที่เราบ่นๆกันมาว่า การศึกษาไทยเราล้มเหลว
เรายอมรับไหมครับ ว่าเราคือผลผลิตที่ล้มเหลวนั่น
ผมเคยถามใครบ้างไม่รู้ ส่วนใหญ่ตอบประมาณว่าไม่ยอมรับ
คือตอบไปทางอื่นแหละ แต่รวมๆคือไม่ยอมรับ
และอธิบายเหตุผลเข้าข้างตัวเอง
ผมคิดว่าเป็นเพราะเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
คงไม่มีใครอยากคิดว่าตัวเองเป็นผลผลิตที่ล้มเหลวหรอก
ไม่รู้จะยกตัวอย่างอะไร ผมมีเพื่อนคนนึง
เรียนมัธยมด้วยกันมา สุดท้ายก็มาอยู่ที่ลอนดอนนี่ด้วยกัน
ผมชวนไปดูพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ก็ไม่ไป บอกมีแต่รูปๆอะไรไม่รู้ กูไม่ไป
แถมบอกว่า เคยเดินเข้าไปทีนึง เดินออกแทบไม่ทัน
ทีวีตอนดึกมักจะมีหนังดีๆหลากหลายรูปแบบมาให้ดู หนังเก่า คลาสสิค นอกกระแส
ก็เปิดหนีไปช่องอื่น บอกว่าดูเป็นแต่หนังแอคชั่นของฮอลลีวู้ด
และอีกหลายอย่างทำนองนี้ น่าจะนึกออกกัน
แต่ครับ แต่ มันไม่ได้โง่ ก่อนมานี่มันทำงานเป็นวิศวกรโรงงานมิชลิน
เรียนเก่ง เข้าใจโลก และฉลาด มันยอมรับอย่างหน้าตาเฉยเลยว่า
มันนี่แหละ คือผลผลิตที่ล้มเหลวของสังคมไทย ของการศึกษาไทย
แถมวิจารณ์นิสัยถาวรเหล่านั้นที่ถูกหลอมมาโดยสังคมไทยได้อีก
ว่ามันผิดพลาดตรงไหนยังไง เอ้อ ยังงี้ก็เจ๋งดีแฮะ
อันนี้ผมไม่ได้คิดว่า ใครไม่ดูงานศิลปะ ดูหนังหลากหลาย
จะเป็นคนใช้ไม่ได้ไปนะ โลกเราคือพื้นที่ของผู้คนที่แตกต่างแหละ
แค่มันเป็นประเด็นที่ผมเห็นว่าเปรียบเทียบแล้วชัดเจนดี
(หรือเพราะเราเอาแต่จ้องเรื่องนี้ก็ไม่รู้

)
อย่างที่นี่ ทุกครั้งที่ผมไปเดินหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์อะไรทั้งหลายพวกนั้น
ผมก็เจอคนทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ คนแก่เกษียรอายุ
ช่างกะหลั่วๆ เด็กวัยรุ่นแซ็บๆ เท่าที่จะนึกออกนั่นแหละ
งานศิลปะทางเลือกชนิดต่างๆ ก็มีการขายบัตรให้คนเข้าไปดู
มีลงหน้าหนึ่งหนังสืิอพิมพ์ มีชาวบ้านตลาดแตกทั่วไปไปต่อคิวดูกัน
นึกไม่ออกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะการปลูกฝังจากการศึกษา
มันจะมาจากอะไร
จนช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อนผมมันบอกว่า เพลงอะไรที่นี่
ที่ว่าเจ๋งๆ ฮิตๆ เอาสักรอบสิบปีที่ผ่านมา วงร็อคดีๆมีอะไรบ้าง
ให้เล็กเชอร์ให้ฟังด้วย แล้วมันก็ลบบิ๊กแอส บอดี้แสลมทิ้งจากไอพ็อดไป
บอกว่าอยากลองทำความเข้าใจดู (อีกอย่างมันบอกว่ากูอาย
ถ้ากลับไทยแล้วร้องได้แต่บิ๊กแอส) แล้วก็ให้พาไปทัวร์พวกเนชั่นเน่ว แกลอรี่
พาไปดูแวนโก๊ะ ดาลี่ เออ ผมไม่รู้นะว่าการได้มาเห็นบรรยากาศ
ผู้คน เห็นการพัฒนา มันไปเปลี่ยนความนึกคิดยังไงไหม
ผมเลยขอเดาแบบเข้าข้างตัวเองแล้วกันว่า ศิลปะมันเปลี่ยนคงใจคนได้มั้ง
จริงๆแล้วมันก็มีสาเหตุแหละ คือมันมีกลุ่มเพื่อนที่เป็นฝรั่งรวมๆกันหลายชาติ
พอไปนั่งตั้งวงกินเหล้าคุยกัน เขาคุยกันเรื่องหนัง เพลง การเมือง ศิลปะ นี่นั่นนู่น
ซึ่งแต่ละคนก็ไม่ใช่ว่าจบศิลปะหรือการเมืองล้ำลึกอะไรตรงไหน
ก็คนทั่วๆไปเหมือนเรา มันรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดออกนอกวงสนทนาไปเลย
เขาคุยอะไรก็ไม่รู้เรื่อง เขาก็พยายามชวนคุยด้วยนะ แต่มันไม่รู้เรื่องน่ะ
ถึงเขาไม่ได้พูดหรือแสดงท่าทีอะไร แต่มันรู้สึกกดดันมาก
มันรู้สึกเหมือนเหมือนตัวเองหลุดออกมาจากประเทศหลังเขาโลกที่สามยังไงยังงั้นเลย
(ซึ่งจะว่าไปก็ใช่แฮะ) ลองนึกว่าเรามีแรงงานพม่ามาร่วมวงสนทนาดูสิ
มันว่า มันรู้สึกแบบนั้นเลย คือถ้าเราเป็นแรงงานไม่ได้เรียนหนังสือมา
ก็คงไม่เป็นไรหรอก แต่นี่เรียนเก่ง ทำงานเลิศมาตลอด
ระบบการศึกษาและสังคมที่แตกต่างมันแสดงผลชัดอีตอนนี้นี่เอง
ฟังดูเหมือนพวกเห่อฝรั่งก็ขออภัยนะครับ
แต่มันเป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดแล้วในสายตาผม
ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง มันว่าก็มาจากการศึกษานั่นแหละ