แปะไว้ตั้งนานมาต่อซะหน่อย

ถ้าถามว่าพอใจกับงานที่ทำอยู่ตอนนี้ไหม ตอบได้เลยว่า พอใจมาก
งานที่โบว์ทำอยู่ตอนนี้คือ 1.เป็นเจ้าของแบรน “monamafia” (พุดซะหรู)
2.เป็น project manager สตูดิโอออกแบบชื่อดังย่านวังหิน (พูดหรูอีกแล้ว)
จริงๆโบว์เริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ปี 3 ขายประกันขายตรงไปเรื่อย
แต่เริ่มจริงๆจังๆตอนอยู่ปี 4 ขายตรงแบบจริงจังมาก
เพราะว่าที่บ้านไม่มีตัง คือพ่อกับแม่ขายของในตลาดแล้วเค้าก็รับจ็อบเป็นเจ้ามือหวย
แต่เจ๊งน่ะค่ะ เจ๊งขนาดที่ว่าติดหนี้เป็นล้านๆ เจ้าหนี้เต็มไปหมด โทรศัพท์นี่ไม่ต้องรับเลย
มีแต่คนโทรไปทวง แม่ออกไปขายของที่ตลาดก็ออกแทบไม่ได้
มีแต่คนออกไปด่าไปทวงกลางตลาด แม่กะพ่อจะฆ่าตัวตายวันละหลายๆรอบ
โบว์เลยต้องออกมาดิ้นรนทำงานช่วงปี 4 อีกอย่างต้องส่งน้องเรียนเพราะพ่อแม่ไม่มีตังด้วย
ตอนนั้นเบียร์เรียนอยู่วิศวะปีปี 3 มั๊ง
ปี 4 นี่โบว์ไม่ได้สนใจเรียนเลย มัวแต่หาเงิน เลยเรียนไม่จบ 4 ปี
ล่อไป 4 ปีครึ่ง (จริงๆ ขี้เกียจตั้งแต่เข้ามหาลัยแล้ว f ระนาว พูดให้ดูดีไปงั้นแหละ

)
ตอนทำขายตรงที่อยู่ปี 4 นี่แรกๆลุ่มๆดอนๆมาก
แรกๆได้หลักพันพอเดือนที่ 3-4 เริ่มขึ้นเป็นหมื่น บางเดือนสูงสุด 4 หมื่นก็มี
ทำได้ 10 เดือน แต่ปีนั้นได้เงินได้เฉลี่ยเดือนละ 2 หมื่นบาท
จริงๆมันเยอะมากๆเลยนะสำหรับคนที่เรียนอยู่ปี 4 แต่มันไม่พอกับรายจ่ายเลย
ตอนนั้นคือต้องจ่ายเองเกือบทุกอย่าง ให้เบียร์เดือนละ 3500 ค่าหอตัวเอง 1500
ผ่อนแอร์ที่บ้านที่พ่อกะแม่ยังผ่อนไม่หมด 2 พันกว่าบาท
ตอนแรกกะว่าให้เค้ายึดไปเลยแล้วไปตายเอาดาบหน้าแต่สงสารพ่อแม่
่แม่เค้าก็เสียดายเพราะผ่อนมาได้ครึ่งทางก็เลยต้องผ่อนต่อ
มีอย่างอื่นอีกนะ อ้อมีเครื่องดูดฝุ่นด้วยแต่อันนี้ปล่อยยึดไปเลย
อีกเรื่องนึงคือเรื่องใหญ่มากๆที่ทำให้ตังหมดคือว่า บ้านที่อยู่ยังผ่อนไม่หมด
แล้วพอพ่อกะแม่เจ๊งเนี่ย ก็เลยจะโดนยึดครับท่าน

บ้านหลังนี้มีอาถรรพ์ จำได้ว่าตอนนอยู่สัก ปี 1
ตอนนั้นพ่อกะแม่ขายของไม่ดี กุ้งที่เลี้ยงไว้ที่จันทบุรีตายยกบ่อ ไม่มีตังส่งบ้าน
รอบนั้นก็จะโดนยึดไปแล้วรอบนึง แต่พอธุรกิจพ่อกะแม่ฟื้นเค้าเลยส่งบ้านกันต่อ
ครั้งนี้ที่โบว์อยู่ปี 4 เป็นรอบที่ 2 ที่จะโดนยึด
โอ้ว อาถรรพ์จริงๆ ตอนแรกบ้านอยู่กับ ธนาคารชื่ออะไรนะที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นนครหลวง
พอธนาคารเปลี่ยนมือ แล้วเราไม่ส่งเค้าเลยย้ายเจ้าหนี้ไปอยู่กับ “บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี”
เป็นบริษัทที่จัดการเรื่องบ้านโดยเฉพาะเลย ซื้อหนี้เสียมาจากธนาคารแล้วเตรียมขายทอดตลาด
ตอนนั้นโบว์ก็ความรู้งูๆปลาๆ แต่รู้อยู่อย่างนึงว่าจะไม่ยอมให้บ้านหลังนี้โดนยึด
เลยทำทุกอย่าง ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต ดีที่ทำขายตรงพอไว้ เลยตั้งแชร์ค่ะ
ได้เงินก้อนมา 5 หมื่น เอาไปโป๊ะบ้าน แล้วก็ทำสัญญาผ่อนต่อกับบริษัทนี้ เดือนละ 7 พันบาท
หายนะเริ่มมาเยือน เพราะ 7 พันบาทสำหรับเรานี่เยอะนะเพราะขายตรงมันก็ไม่มั่นคง
โบว์จัดลำดับความสำคัญดังนี้คือ
เรื่องที่ 1 .เบียร์ (น้องชาย) จะต้องมาก่อน
2.ส่งบ้าน แค่นี้รายได้จากขายตรงก็จะหมดแล้ว
เราก็ยืมคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย โชคดีสนิทกะพี่ที่ศิลปากรคนนึง เวลาตังไม่มีก็ยืมเค้าตลอด
(ตอนนั้นแอนก็เรียนปี 5 ทะเลาะกันแทบจะเลิกกันเพราะไม่มีเวลา และทะเลาะกันเรื่องขายตรง)

เบียร์นี่มันก็อึดนะ มีเรื่องนึงที่แม่รันทดจนทุกวันนี้ พูดถึงเค้ายังร้องไห้ทุกครั้ง
เบียร์มันไม่มีตังโบว์ก็ตังหมดยังไม่ออก เบียร์มันโทรไปขอแม่กะพ่อบอกว่ามีตังบ้างไหม
มันไม่มีตังกินข้าว พ่อกับแม่ก็ไม่มี 100 เดียวยังไม่มี สงสารพ่อกับแม่มากเค้าช้ำใจมาก
ว่าเงินจะให้ลูกกินข้าวยังไม่มีรูุ้้สึกว่าเบียร์มันขุดตังได้ 5 บาท เลยซื้อมาม่ากินเลยรอดตัวไป
ลืมบอกว่าพ่อกับแม่หมดอาลัยตายเลิกทำงานเกือบปีน่ะ พ่อนี่หยุดเลย
คือทั้งคู่เค้าไม่กล้าไปสู้หน้าผู้คนที่ตลาด ขายของได้แต่ก็มีลูกหนี้มาทวงเต็มไปหมด
จนไม่มีทุนลงของขายในวันต่อมา โบว์เลยกลายเป็นตัวยืนของบ้าน
สงสารพ่อกะแม่มาก เค้าไม่รู้จะทำอะไร ได้แต่นอนๆๆๆๆ แบบคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
โบว์เลยเป็นเสาหลักของบ้านไปเลย
เดี่ยวมาต่อไปซักผ้าก่อน เล่าไปเล่ามาชักมัน 