อยากจะบอกหลายๆคนว่า อย่าไปตั้งความหวังในชีวิตแล้วเครียดกับมันมากเกินไป
(กฎข้อนี้ใช้ได้กับทุกๆคนไม่ว่าจะทำงานอะไร หรือมีฐานะยังไงก็ตาม)
คิดได้ ฝันได้ แต่ส่วนจะเป็นจริงได้หรือเปล่า มันจะต้องแลกกับอะไรบางอย่างพอสมควร
บางทีแลกไปก็อาจจะสูญเปล่า เพราะมันขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสด้วย
เช่น ...
- กู
ต้องทำงานแล้วได้รางวัล มีชื่อเสียงในวงการ
- อายุ 25 กู
ต้องมีรถ
- อายุ 30 กู
ต้องมีเงินเก็บเท่านั้น เท่านี้
- อายุ 35 กู
ต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง
คำว่า
ต้อง มันเป็นคำที่บีบบังคับตัวเองจนเกินไป .... บางคนใช้คำว่า
ต้อง จนเกิดความเครียดมากดดันตัวเอง และจะรู้สึกผิดหวังทุกครั้งที่ตัวเองสูญเสียจากสิ่งที่วาดหวังว่า
ต้องได้ ..... โดยส่วนตัวก็เคยวาดหวังเอาไว้เยอะ ซึ่งก็มีทั้งสมหวังและผิดหวัง จนหลังๆเริ่มปลงได้ เพราะคงโตขึ้น แก่ขึ้น ...เดี๋ยวนี้เวลาคาดหวังอะไรมักจะประเมินไว้ต่ำสุดเสมอ เพราะถ้าทำได้สูงกว่าที่ที่ประเมินมันจะรู้สึกดีขึ้นมากกว่า ... ส่วนเมื่อก่อนน่ะเหรอ มักจะชอบคิดแบบมาตรฐานสูงเอาไว้ก่อน พอผลมันออกมาแล้วไม่ได้อย่างหวัง หล่นตุ๊บมา ก็ยิ่งเจ็บหนัก
เคยคาดหวังกับชีวิตบางเรื่อง แต่ปัจจัยรอบข้างมันทำให้เกิดอุปสรรคแบบไม่คาดคิด ทำให้เรารู้สึกแย่มากๆ แต่ไม่ช้าไม่นานในความรู้สึกแย่ รู้สึกลำบาก มันก็ได้บางสิ่งมาทดแทน เติมเต็มในสิ่งที่ขาดอยู่เหมือนกัน
ตอนมาเรียนด้านศิลปะใหม่ๆคิดว่าจบแล้วอยากทำงานเก็บตังค์ไปเรียนต่อเมืองนอกเองแต่ความเป็นจริงทำไม่ได้ ..... ช่วงที่เรียนอยู่ทางบ้านดันโดนญาติโกงเงินไปเป็นล้าน จบแล้วต้องทำงานช่วยเรื่องค่าใช่จ่ายทางบ้านแทน เพราะพ่อแม่ทำงานกันไม่ไหวแล้ว เรียกได้ว่าความฝันส่วนตัวหดหายไปเลย
สิ่งที่มาเติมเต็มในภายหลัง .....แต่ปัจจุบันได้เรียนรู้ว่าไม่ต้องจบนอก เราก็ทำงานสู้คนต่างประเทศได้ ถ้ารู้จักฝึก รู้จักการใช้ inspire จากสิ่งรอบข้างที่มี บ้านเราก็มีสิ่งที่เมืองนอกไม่ได้สอนอยู่ตั้งมากมาย
ตอนออกมาเป็น Freelance ใหม่ๆ วาดหวังว่าจะมีเงินเก็บมากว่า และรวยกว่าการทำงานประจำ แต่ความเป็นจริงทำไม่ได้ ..... ช่วงที่ทำ Freelance ได้สักพัก ก็รู้ว่าหลานอายุ 8 ขวบป่วยเป็นลูคิเมีย (มะเร็งในเม็ดเลือด) ทางบ้านเขาไม่ได้ร่ำรวยก็ต้องช่วยเหลือเพราะสนิทกับหลานคนนี้ เลี้ยงมาแต่เด็กจนมันติดเรา ผมโคตรเกลียดไอ้โรคนี้เลยเพราะโอกาสที่จะรักษาให้หายมันมี % น้อยมาก และในที่สุดเขาก็จากไป ..... ต่อมาอีกไม่กี่เดือนแม่ตัวเองก็ไปตรวจเจอมะเร็ง ต้องผ่าตัด ให้คีโมรักษา .....จากที่คิดว่าจะมีเงินเก็บได้อยู่หลัดๆตามเป้า ก็ต้องเอามาเป็นค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้อยู่มากโข จนแทบเหลือศูนย์ ....เหมือนชะตากลั่นแกล้งแบบบอกไม่ถูก หมดเงินไม่เท่าไหร่ แต่ความรู้สึกเศร้าสร้อยกับการที่คนที่เรารักเป็นโรคร้ายมันกัดกินความรู้สึกได้มากจริงๆ ซึ่งคนที่ป่วยคงจะรู้สึกแย่และรู้สึกกลัวยิ่งกว่าเราอีกหลายเท่า
สิ่งที่มาเติมเต็มในภายหลัง .....อย่างน้อยก็รู้สึกว่าเข้าใจแม่ของตัวเองมากขึ้น คิดและรู้จักดูแลเอาใจใส่คนรอบข้างมากขึ้น จากเมื่อก่อนจะมีโลกส่วนตัวค่อนข้างเยอะ ไม่ได้ใส่ใจอะไรพวกนี้เลย .... และดีที่แม่รอดพ้นจากขั้นอันตรายของมะเร็งมาแล้ว ถึงไอ้โรคนี้มันจะไม่หายสนิท ต้องคอยควบคุมนิดๆหน่อยๆ ไปหาหมออยู่บ้าง แต่มันก็ยังดีกว่าหลายๆคนที่ไม่มีโอกาสและสูญเสียพ่อ-แม่ ไปจากไอ้โรคร้ายนี้แบบฉับพลัน
....อันนี้ลองยกตัวอย่างชีวิตรันทดของตัวเองมาให้ดูว่า ชีวิตมันคาดหวังอะไรแล้วอาจจะผิดหวังและเกิดเหตุสุดวิสัยได้เสมอ หลายๆคนก็คงเคยเจอเหตุการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้คล้ายๆแบบนี้กันอยู่บ้าง .... แต่มันก็มีแง่มุมบางอย่างที่เราอาจจะได้กลับมาทดแทนในส่งที่ต้องสูญเสียไป
อ่านแต่ละความเห็นแล้ว ... กระจู๋นี้มันหนังชีวิตรึเปล่าว่ะเนี่ย
