แท้จริงแล้วกระจู๋นี้เป็นกระจู๋ที่อยากเขียนอย่างแรง แต่ด้วยเวลาและโอกาสไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย
จึงได้แต่รีรอมานานช้า จนวันนี้ถึงฤกษ์งามยามปลอดแล้ว ...เริ่มเลยล่ะกัน..
เิกิดและเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดา ดีหน่อยที่อยู่กับยายและน้าซึ่งดูแลเอาใจใส่ให้การฟูมฟักเป็นอย่างดี
ชนิดที่คิดว่าอยู่กับพ่อแม่ก็คงไม่สบายเท่านี้ บุคคลในครอบครัวส่วนใหญ่ อันหมายรวมไปถึงญาติโกโหติกา ล้วนแล้วแต่มีอาชีพครูทั้งสิ้น
ดังนั้นตั้งแต่เด็กมาแล้ว ก็มีปณิธานที่หาญมุ่งว่่าอยากเป็นครู และเริ่มไล่ล่าความฝันอย่างสุดความสามารถ (อืม..เวอร์ไปหน่อยอันนี้)
"งาน" จบมาจากมอ. เอกภาษาและวรรณคดีไทย ซึ่งเป็นวิชาที่โคตรอยากเรียน และเรียนอย่างมีความสุขยิ่ง แต่พอต้องมาหางาน
ขอบอกเลยว่าโคตรทุกข์เช่นกัน เพราะหางานโคตรยาก แถมท่านพ่อก็ประกาศทฤษฎีการเลี้ยงดูแนวทางใหม่อีก จากในช่วงแรก
เลี้ยงลูกแบบโต๊ะจีน ถึงเวลาก็จัดการหามาให้กินเสร็จสรรพ พอเรียนจบปุ๊บพ่อเลยเปลี่ยนเป็นการเลี้ยงดูแบบบุฟเฟต์ ให้ทำมาหารับประทานเอง
เครียดสิทีนี้ ทำไงดีวะ!! ค่าโทรศัพท์มือถือก็ต้องจ่าย ขนมก็ต้องกิน ถึงบ้านจะไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อก็เถอะ... งานก็หายาก
เพราะพ่อไม่อนุญาตให้ขึ้นมาหางานที่กรุงเทพฯ (กลัวลูกอดตาย!) ที่สุราษฏร์ฯ จะมีอะร๊ายให้ทำนักหนา ขอไปสมุยก็ไม่ให้ไป

ในที่สุดก็หาลู่ทางด้วยการไปเซ้งแผงในตลาดซึ่งเปิดขายของกลางคืนในสุราษฎร์ฯ เพื่อขายกิ๊ฟช็อป ซึ่งก็พอไปได้
ชอบชีวิตตัวเองช่วงนั้นมากเลย วันๆ ตื่นขึ้นมานอนตีพุง ไปห้องสมุด เช่าหนังมาดู ขับรถร่อนไปร่อนมา ฯลฯ จนกระทั่งได้เวลาราวสี่โมงเย็น
เปิดแผง จัดร้าน และขายของจนประมาณสามทุ่มก็เก็บร้าน รายได้ก็พอค่าขนมประมาณวันละสองสามร้อย
ต่อมามีอาจารย์ที่เคยสอนสมัยมัธยม เปิดโรงงานทำน้ำส้ม จึงเรียกให้ไปทำบัญชีและคุมโรงงานแทน
ช่วงนั้นก็สนุกสนานดีเป็นที่ยิ่ง ประมาณเจ็ดโมงเช้าจนถึงบ่ายสามโมงกว่าก็อยู่โรงงาน ตอนเย็นไปขายของ ทำอย่างนี้อยู่ซักเดือนกว่า
เริ่มมีงานใหม่เข้ามา
เนื่องจากความอยากเป็นครูสุดฤทธิ์ แล้วตอนนั้นยังไม่มีการเปิดสอบรับราชการ จึงไปสมัครสอนพิเศษที่สถาบันติวไว้ จับผลัดจับผลู
ได้สอนพิเศษภาษาไทยและสังคม ๒ วิชา ตอนเย็นจึงต้องไปสอนพิเศษแทน แล้วก็มอบมรดกร้านแ่ก่น้าเพื่อขายของต่อไป
สอนพิเศษอยู่ได้ซักสองสามอาทิตย์ ญาติที่อยู่อีกจังหวัดหนึ่งก็ตามตัวบอกว่าครูภาษาไทยที่วิทยาลัยเทคนิคกำลังว่าง อยากทำไหม?
ตอนนั้นด้วยความงก เลยบอกว่าถ้าได้แค่เดือนละ 6230 บาท (มาตรฐาน) ไม่ทำ เพราะสอนพิเศษกับทำงานโรงงานรวมกันได้มากกว่าเยอะ
แต่เขาบอกว่ามีค่าสอนนอกเวลาให้ด้วย (ปวช.120 ปวส.170.ต่อชั่วโมงมั๊ง ถ้าจำไม่ผิด) รวมแล้วได้เดือนละหมึ่นกว่า ...ก็เลยตัดสินใจไปทำ
รับอาชีพครูเต็มตัวสองสามวันแรกก็แทบจะตาย ตอนเย็นกลับบ้านไม่คุยโทรศัพท์กับใครเลย เพราะอ้าปากไม่ขึ้น เพื่อนโทรมา...
ก็บอกว่าเมื่อยกราม พูดไม่ไหวแล้ว เพราะได้รับตารางสอน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งนับว่าเยอะมาก สอนคาบแรกเริ่มเจ็ดโมงครึ่ง
คาบสุดท้ายเลิกสองทุ่ม (เพราะมีภาคเช้าบ่าย) แถมด้วยสถิติร้องไห้ในห้องเรียนด้วยความโมโหเด็ก รวมแล้ว 4 ครั้งต่อเทอม
(แต่ต่อมาพัฒนาเป็นทำเด็กร้องไห้แทน

)
ช่วงแรกที่สอน นักเรียนร้ายมาก! สอนคาบแรกจำได้เลยว่าเป็นช่างซ่อมบำรุง ปวช.3 (แก่สุดในห้องอ่อนกว่าตู 3 ปี)
หน้าตาเถื่อน เสียงดังโวยวาย ฯลฯ ยืนขาสั่น แต่แสร้งทำเป็นมั่นใจสุดฤทธิ์ สองชั่วโมงที่ยืนหน้าชั้นตอนนั้น
เป็นสองชั่วโมงที่ยาวนานที่สุดในชีวิต

(รู้สึกอยากร้องไห้ ทำไมมันไม่ฟังตูเลยวะ อยากร้องกรี๊ดๆๆๆๆๆ)
ออกมาคุยกับพี่ๆ ที่ห้องพักครู เล่าเหตุการณ์ให้เขาฟัง ทุกคนบอกว่านั่นคือนักเรียนตั้งใจแล้วนะนั่น ที่เราเจอนับว่า
เป็นพฤติกรรมอย่างดี (นี่เหรอวะ..อย่างดี

)
หลังจากสองสามเดือนแรกผ่านไป ก็ปรับตัวกับนักเรียนได้ดีขึ้น ต่อปากต่อคำ จิกด่ากัดตี และลงโทษได้อย่างไม่เกรงกลัว
ทำให้การเรียนการสอนสนุกเข้มข้นขึ้นมาก แต่มารู้สึกว่าตัวเองเข้าขั้นจริงๆ ก็เมื่อมีอยู่คาบหนึ่ง พูดกับนักเรียนอย่างลืมตัวว่า
"เฮ้ย..หมดเวลาแล้วเหรอ สองชั่วโมงแป๊บเดียวเอง" ทำให้รู้ว่าความรู้สึกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
เมื่อลาออกไปเรียนต่อหลังจากสอนได้ปีครึ่งก็เสียใจมาก เพราะค้นพบแล้วว่างานที่เหมาะสมกับเราคือการเป็นครู
มีความสุขมากเวลาได้อธิบาย ได้พูด ได้บอก ให้คนเข้าใจในสิ่งที่เขาอาจไม่เข้าใจมาก่อน ชอบเวลาที่นักเรียนยิ้ม หัวเราะ
และรู้สึกเป็นสุขเวลาที่นักเรียนโทรมาปรึกษาเรื่องโน้นเรื่องนี้
กลับไปสอบเข้ารับราชการตามคำบัญชาของพ่อและแม่ เมื่อบังเอิญสอบได้ ก็กลับไปอยู่บ้านและใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกๆ วัน
เริ่มจากการตื่นประมาณหกโมง ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวครึ่งชั่วโมงกว่า แล้วก็ขับรถไปโรงเรียนซึ่งอยู่่ห่างไปประมาณสี่สิบกว่ากิโล ทุกๆ วัน
เจอกับนักเรียน ใช้ชีวิตตามตารางเรียน แล้วก็กลับบ้าน ซึ่งอาจเป็นชีวิตที่ใครๆ มองว่าน่าเบื่อ แต่สำหรับเราแล้วเป็นชีวิตที่มีความสุข
พูดได้เต็มปากเลยว่า ไม่เคยเบื่อที่จะสอนนักเรียนเลย (แต่เบื่อเพื่อนร่วมงานน่ะ...มีบ้าง

) อาจโกรธเวลานักเรียนไม่ได้ดั่งใจ
แต่ไม่เคยเกลียด! และมั่นใจว่าเป็นงานที่สามารถทำไปได้จนตาย
เงิน อาชีพครูเป็นสิ่งที่รักและอยากทำก็จริง แต่เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่เหมาะกับสภาพการณ์ปัจจุบันอย่างยิ่ง
เพราะตอนนี้เงินเดือนไม่เคยพอใช้เลยสักเืดือน

ขนาดว่า้บ้านไม่ต้องเช่า (อยู่บ้านที่พ่อซื้อไว้)
เพราะเงินเดือน 9320+1000 (ค่าครองชีพ) แค่เติมน้ำมันรถขับไปทำงานก็เดือนละ 4000 แล้ว
ยังไม่นับค่าภาษีสังคม เนื่องจากเป็นครูสอนที่ตำบลนอกๆ ของอำเภอที่่ไม่ใช่อำเภอเมือง ดังนั้นการ์ดงานบวช งานแต่ง งานศพ ก็จะมีมาเรื่อยๆ
แถมค่าแต่งตัว ค่ากินโน่นนี่ ที่หนักๆ ก็คือ ค่าโทรศัพท์ไม่ว่าจะเป็นมือถือ โทรศัพท์บ้าน ค่าอินเตอร์เน็ต แล้วก็ช่วยยายค่ากับข้าว ฯลฯ
ดำรงชีวิตได้ไปเดือนๆ ตอนนี้ ด้วยการตอดพ่อบ้าง ตอดแม่บ้าง ยังดีที่พ่อออกค่าลงทะเบียนให้ (ซึ่งต้องลงทุกเทอม 11000)
เข้าใจเลยว่าทำไมครูๆ ถึงต้องสอนพิเศษ
"ความหวัง" ตอนนี้หวังแค่อยากเรียนให้จบเป็นอย่างแรก จากนั้นถ้าเป็นไปได้..ก็อยากเรียนต่อปริญญาเอก แต่ถ้ายังอยู่ที่โรงเีรียนเดิม
ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมเล็กๆ ก็คงไม่อาจทำได้ เพราะมีครูสอนภาษาไทยแค่คนเดียว การลาไปเรียนต่อแล้วทิ้งเด็ก
คงเป็นอนันตริยกรรมอย่างยิ่ง แถมยังดูไร้จรรยาบรรณอย่างแรง ที่สำคัญคือเขาคงไม่ให้ลาเรียนต่อเป็นแน่
"อนาคต" เป็นครูสอนภาษาไทยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แม้ว่าชีวิตจะมีทางแยกมาให้ตัดสินใจแล้วตอนนี้ว่า จะเลือกสอนมัธยมฯ
หรือไปสอนระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าไปสอนในมหาลัยก็คงต้องไปใช้ชีวิตอยู่ไกลบ้าน แถมยังไปในดินแดนที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตราย
ทำให้พ่อแม่ญาติีพี่้น้องไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม...มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือ...สถานที่อาจเปลี่ยน แต่อาชีพไม่มีวัน่เปลี่ยน!
ป.ล. ย้อนกลับไปดูที่เขียน พบว่ายาวมาก เป็นคนเพ้อเจ้อเขียนอะไรสั้นๆ ไม่ค่อยเป็นจริงๆ แฮะเรา
ดังนั้นถ้าใครจะข้ามไป.........ข้าน้อยก็ไม่ว่าอะไรแม้แต่น้อย!!! 