Noise ถ้าเทียบกับสมัยยุคฟิล์ม (ฟังดูหมือนยุคหิน -.- ) ก็คือ เกรน (grain) ถูกต้องแล้วครับ
เพียงแต่ว่า ด้วยการที่ตัวรับภาพคนละชนิดกัน หลักการเกิด เกรน และ noise จึงไม่เหมือนกัน
มาดูยุคเก่ากันก่อน
สมัยที่กล้องใช้ฟิล์มเป็นตัวรับแสง (ขออ้างอิงกับฟิล์ม negative ขาวดำ นะ เพราะมันซับซ้อนน้อยที่สุดแล้ว)
ตัวของแผ่นฟิล์มเองเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ที่ถูกเคลือบ หรือฉาบด้วยสารบางอย่างเอาไว้
ในตัวเนื้อฟิล์มถ้าเราเอามาขยาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพื่อที่จะดูรายละเอียดของมัน จะพบว่ามันคือ
ผลึกเกลือเงิน (silver halide salt)เรียงเบียดเสียดกันอยู่เต็มพื้นที่อย่างน่ารักน่าเอ็นดู
หลังจากช่างภาพกดชัตเตอร์ ... ฉับ ... แสงก็จะวิ่งผ่านเลนส์ ผ่านม่านชัตเตอร์ เข้ากระทบ film
โดย น้องๆ ผลึกแต่ละตัว ก็จะรับแสงเข้าไปตามตำแหน่งที่ตัวเองอยู่ และทำปฏิกริยาบางอย่าง
ตัวไหนโดนแสงมากก็จะทำปฏิกริยามาก ตัวไหนโดนแสงน้อยก็ทำปฏิกริยาน้อย
หลังจากขั้นตอนนี้ ฟิล์มเราก็จะได้ภาพแฝง
(คือมันเกิดปฏิกริยาเคมีแล้วแหละ แต่มันยังไม่หยุด
ถ้าเราถ่าย ฉับ.... ซ้ำลงไปอีกรอบที่เฟรมเดิม ผลึกแต่ละตัวที่ยังได้รับแสงไม่เต็มที่ก็พร้อมที่จะทำปฏิกริยาต่อ)ซึ่งหลังจากขึ้นตอนนี้ ก็ต้องรอเอาไปเข้ากระบวนการล้างฟิล์มซะก่อนจึงจะเห็นเป็นภาพบางอย่างบนเนื้อฟิล์ม
กลับมาที่ เกรน ก่อนที่จะออกไปอ่าวไทยเนื่องจากผลึกแต่ละตัว มีค่าความไวแสงที่ต่างกัน โดยผลึกตัวเล็ก จะมีความไวต่อแสงต่ำกว่า
ผลึกตัวใหญ่ ดังนั้น
ฟิล์มที่มีความไวแสงต่ำ ๆ อย่างเช่น ISO 50 หรือ 100
จะมีผลึกเกลือตัวเล็ก ๆ เรียงตัวกันอยู่มาก ๆ ทำให้เวลาใช้ฟิล์ม ISO ต่ำ ๆ เราจะได้ภาพ
ที่มีความละเอียดสูง และมีเกรน (หรือ ความหยาบของเนื้อภาพ) ต่ำ
ถ้า
ฟิล์มที่มี ISO สูง ๆ เช่น ISO 800, 3200 นี่ แสดงว่าต้องการความไวแสงสูง ๆ
จึงต้องใช้งานผลึกตัวใหญ่ ดังนั้น ด้วยพื้นที่ของฟิล์มที่เท่ากัน จึงบรรจุผลึกเกลือได้น้อยกว่า
ฟิล์มความไวแสงต่ำ ๆ ผลก็คือเนื้อภาพที่ได้จะมีความหยาบมากกว่าฟิล์มไวแสงต่ำ ๆ
ไอเจ้าความหยาบที่เกิดขึ้นจากผลึกเกลือตัวใหญ่ ๆ นี่เอง ที่เราเรียกว่า เกรน

บางครั้ง จะได้ยินคำพูดที่ว่า เกรนของฟิล์ม สวยกว่าดิจิตอล
ส่วนหนึ่งก็เพราะว่า การที่มันใช้ระบบเคมี ในการสร้างภาพนี่แหละ เพราะผลึกเกลือ ไม่ได้มีขนาดเท่ากันเด๊ะ ๆ ทุกตัว
และไม่ได้เรียงตัวกันเป็นแถวเป็นแนว เหมือนลักษณะของ pixel ใน CMOS หรือ CCD
เพราะฉะนั้น เกรนที่ได้มันถึงมีมิติ (อธิบายยากแฮะ) คือ มันมีการกระจายตัวที่ดูไร้ระเบียบ แต่เท่ ว่างั้นเหอะ

ปล. ฟิล์ม negative ขาวดำ จะมีการเคลือผลึกเกลือไว้ชั้นเดียวครับ

ถ้าเป็นฟิล์มสีนั้นไซร้ จะมีการเคลือบผลึกเกลือซึ่งไวแสงเฉพาะย่าน
ไว้ถึง 3 ชั้น (Red, Green และ Blue) เลยทีเดียวเชียว

อาจจะมึน ๆ บ้าง แต่ก็ประมาณนี้แหละครับ

มาเสริมให้พี่ข้างบนเรื่อง Noise
เรื่องเกรนของฟิลม์ ถ้าเป็นกล้องดิจิตัล
อาจจะเปรียบได้กับเรื่องของ Pixel Density
(Pixel Density หมายถึงความหนาแน่นของพิกเซลที่มีอยู่ในเซนเซอร์
ต่อตารางเซนติเมตร) แต่ค่าตัวนี้เอาไว้เปรียบเทียบกล้อง
ที่มีขนาดของเซนเซอร์ และ จำนวน Pixel ที่ต่างกัน
แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่ายิ่งจำนวนของ Pixel ต่อหนึ่งหน่วยของเซนเซอร์
ยิ่งน้อยก็น่าจะยิ่งดี
แล้วทีนี้ คือถ้าเป็นฟิลม์ เรื่องค่า ISO หรือค่าความไวแสง
จะเกี่ยวโดยตรงกับเกรน อย่างที่พี่ข้างบนอธิบายไป
แต่ถ้าเป็นกล้องดิจิตอลล่ะ? ก็ในเมื่อ เกรนจะละเอียดไม่ละเอียด
ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ ISO สักหน่อย
ใช่ครับ เกรนละเอียดไม่ละเอียด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ ISO
แต่ทว่า การปรับค่าความไวแสง(ISO) ให้สูงขึ้น บนกล้องดิจิตอล
นั่นคือการ ขยาย(Amplified) เซนเซอร์ ให้มีความไวต่อแสงมากขึ้น
การขยายตรงนี้เอง เลยทำให้เกิดสิ่งที่เราที่เรียกกันว่า Noise นั่นเอง
ก็เลยเหมือนกับกล้องฟิลม์โดยบังเอิญ ที่ ISO สูงๆ
เกรนก็จะแตกระแหงไปทั่วแผ่นฟิลม์

เปรียบเทียบกับเวลาที่เราฟัง MP3 ที่อัดมาห่วยๆ
แล้วเปิดดังๆ นั่นแหละ ก็จะมีเสียงซู่ซ่า น่ารำคาญเกิดตามมาด้วย
วงการพัฒนากล้องดิจิตัล เขาก็เลยเรียกกันว่า Noise ไง
สรุปได้ว่า เกรน กับ น้อยส์ มีที่มาของการเกิดต่างกัน
แต่ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะคล้ายๆ กัน นั่นคือขาดความคมชัดของภาพไป
แต่ในปัจจุบัน กล้องดิจิตัลรุ่นใหม่ๆ ได้มีการพัฒนา
เรื่องของการ Amplified เซนเซอร์ไปได้ไกลแล้ว
นั่นหมายความว่า การปรับ ISO สูงๆ
ก็จะไม่ทำให้เกิด Noise อีกต่อไป
เห็นตัวอย่างได้ชัดจาก Nikon D700

ขาตั้งและแฟลช แทบจะเลิกใช้กันไปเลย
(ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องใช้นะ
เพราะการถ่ายภาพบางอย่าง
ก็ยังต้องใช้ขาตั้งและแฟลชอยู่ดี)