มาว่ากันต่อด้วยเรื่องของ
คนระดับรากหญ้า(จริงๆแล้วไม่ค่อยปลื้มศัพท์คำนี้เท่าไหร่)กับพ่อค้าคนกลางครับ
แบบนี้อยู่เราน่าจะพัฒนาการศึกษาให้คนระดับรากหญ้ามีสมองเท่าเทียมกับพวกหัวหมอทั้งหลายอันนี้ก็พูดลำบากครับ
เพราะการโดนหลอกหรือไม่โดนหลอกนั้น ถามว่า เป็นเพราะระบบการศึกษาหรือเปล่า?
การป้องกันการโดนหลอกนั้น ความรู้จากการเรียนการศึกษาก็พอช่วยได้บ้าง
แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ ความเฉลียว และข้อมูลที่ถูกต้องด้วย
ซึ่งถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ก็อาจจะถูกหลอกได้
จะเห็นได้จาก แม้แต่กระทั่งคนที่จบสูงๆ ก็มีสิทธิถูกหลอกได้เช่นกัน
ไม่แน่ใจว่าปิคหมายถึง การส่งเสริมการให้ความรู้กับชาวบ้านหรือเปล่า
ถ้าใช่ อันนี้ผมเห็นด้วยครับ
แต่ไอ้ครั้นจะให้เป็นหน้าที่ของเกษตรอำเภอ/นายอำเภอ/พัฒนากร ผมว่าไม่ไหวแน่ๆ
ผมว่าแต่ละหมู่บ้านน่าจะมีเกษตรหมู่บ้าน/ตัวแทนด้านการรับข้อมูลไปเลย (บางหมู่บ้านมีแล้ว และทำอย่างจริงจัง)
แบบที่แต่ละหมู่บ้านมีสมาชิก อบต.(ซึ่งก็มีหน้าที่ให้ข้อมูลกับสมาชิกหมู่บ้านเช่นกัน)
อย่างน้อยๆ เป็นตัวแทนไปอบรม หรือรับข้อมูลมาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟัง
(เกือบทุกหมู่บ้าน/ชุมชนมีการประชุม และมีหอกระจายเสียงครับ)
อย่างเกษตรกรรม เราก็น่าจะสอนที่เค้าได้ใช้งานเช่นเอาเศษฐศาสตร์เข้าไปสอนเพื่อ ให้ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอันที่จริง ในปัจจุบัน ประเทศเราก็พยายามที่จะสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์อยู่ครับ
คณะเกษตรศาสตร์ของทุกมหาลัย จะให้เด็กเรียนเศรษฐศาสตร์การเกษตร
แต่คำถามคือ เด็กเหล่านี้ เมื่อจบออกไป มีกี่เปอร์เซนต์ที่ออกไปเป็นเกษตรกรพันธุ์แท้?
โดยไม่โดนนายทุนจากฟาร์มหรือโรงงานซื้อตัวไป
สำหรับเรื่องพ่อค้าคนกลางนั้น บางครั้งเป็นภาวะที่ต้องจำยอม หรือจำเป็นครับ
ผมไม่ค่อยรู้เรื่องการเกษตรชนิดอื่นมากนัก นอกจากเกษตรกรรมปลูกอ้อยครับ เพราะครอบครัวทำอยู่
จึงขอยกตัวอย่างลานรับซื้ออ้อยจากพ่อค้าคนกลางก็แล้วกันนะครับ


อันที่จริง เรื่องแบบนี้ก็มีมาตั้งแต่นมนานกาเลแล้ว
แต่ธุรกิจลานอ้อยก็มาเฟื่องสุดๆเมื่อ 2 ปีให้หลังนี่เอง
พวกเราทุกคนมักจะถูกปลูกฝังกันมาว่า
"ควรหลีกเลี่ยงการขายผลผลิตทางการเกษตรให้กับพ่อค้าคนกลาง"
เพราะมันจะถูกกดราคาอย่างไม่เป็นธรรม
คำถามคือ ก็รู้ทั้งรู้อย่างนี้แล้ว
ทำไมชาวไร่เขาถึงเลือกที่จะขายอ้อยให้กับลานรับซื้ออ้อยในราคาที่ต่ำกว่าโรงงานตันละเกือบๆ 100 บาท
ชาวไร่รู้กลไกข้อนี้เป็นอย่างดี
ทุกอย่างเป็นไปตามเกมที่ทุกคนจำต้องเล่น
ชาวไร่ ไม่ได้มีรถบรรทุก 10ล้อ หรือ 6ล้อ กันทุกคน
นั่นหมายความว่า
ถ้าจะขายอ้อยให้กับโรงงานที่อยู่ไกลออกไปจากไร่หลายสิบกิโลเมตร ก็ต้องจ้างรถของคนอื่น
ชาวไร่เขาจะต้องแบกรับค่าน้ำมัน
ค่าคนงาน
ค่ารถคีบอ้อย
สำหรับการบรรทุกอ้อย 1 เที่ยวต่อวัน
ยิ่งถ้ารถบรรทุกมีน้อย แต่ชาวไร่อ้อยมีมากสวนทางกันเท่าไหร่
ค่าตอบแทนในการจ้างรถก็จะสูงขึ้น
และอ้อยที่ตัดรอการบรรทุกไปโรงงาน
นับวันก็จะสูญเสียน้ำหนักไป
แต่ถ้าจู่ๆ มีคนมารับซื้ออ้อยอยู่ที่ปลายจมูก
จริงอยู่ที่ค่าตอบแทนอาจจะถูกกว่าเมื่อเทียบกับขายให้โรงงาน
หากสิ่งที่สามารถประหยัดได้มันคือ ค่าน้ำมัน และเวลา
น้ำมันระหว่างระยะทางหลายสิบกิโลของรถ บรรทุก กับระยะทางไม่ถึง 2 กิโล มันคนละเรื่องกันอย่างแน่นอน
และยิ่งได้รถคีบอ้อยเข้ามาช่วย ในการจัดการไร่อ้อยแปลงนึง อาจประหยัดเวลาได้ 2-3 วัน
สิ่งที่ตามมาคือ น้ำหนักของอ้อยไม่หายไป เพราะอ้อยยังสดอยู่
มิหนำซ้ำ ถ้าใครมีรถอีแต๋น ก็ยังใช้ขนอ้อยไปส่งวันละหลายๆเที่ยวแบบชิวๆขำๆ
ไม่ต้องง้อรถบรรทุกอีกต่างหาก เพราะที่รับซื้อมันอยู่ใกล้นิดเดียว
อนึ่ง หลายคนอาจจะสงสัยเรื่องการตัดอ้อยว่า
ทำไมไม่ตัดอ้อยทีละวัน ทีละล็อตไป
แล้วค่อยบรรทุกไปโรงงาน น้ำหนักถึงจะไม่เสียไป ในระหว่างที่รอ
คำตอบก็คือ มาจากการที่คนงานตัดอ้อยมีน้อยนั่นแหละครับ
แต่ละแก๊งเขาก็จะรีบตัดเจ้านี้ให้เสร็จแล้วไปตัดของเจ้าอื่นต่อ
ไอ้ครั้นจะให้เขารอเจ้าใดเจ้าหนึ่งรถพร้อมคงลำบากหน่อย
อสอง ตามนโยบายของรัฐโรงงานกับไร่อ้อยไม่ควรอยู่ห่างกันเกิน20-30 กม.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว
หลายๆพื้นที่(รวมทั้งบ้านผมเอง) โรงงานที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากไร่ออกไป 40-50 กม. หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ
เคยเห็นงานวิจัยด้านลอจิสติกส์หลายๆชิ้น
พยายามที่จะหาวิธีส่งอ้อยไปโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ดูแล้ว
ยังเอามาปฏิบัติจริงให้สำเร็จได้ยาก
เพราะในเชิงทฤษฎีอุดมคติ และการปฏิบัติจริงนั้น มันมีช่องว่างของมันอยู่
อสาม จบแล้วจ้ะ
