ผมเคารพในเพลงเพื่อชีวิตมากนะครับ
ด้วยความที่ว่า มันเป็นแนวเพลงแบบไทยๆ
ที่ก่อร่างสร้างตัวเองขึ้นมาจากบริบทวัฒนธรรมแบบไทยๆแท้ๆเลย
ก็ได้รับอิทธิพลจากกระแสดนตรีโลกในหลายๆแง่ล่ะครับ ในช่วงเริ่มต้น
กับพวก Protest Song อะไรแบบนั้น แต่ที่สุดแล้ว มันเป็นแนวเพลงที่
เราไม่สามารถหาคำแปลในภาษาอังกฤษได้ และต้องใช้เวลานานในการอธิบายความหมายของมันต่อชาวต่างชาติ(พอดีเคยอธิบาย)
อย่างเมืองนอก เพลงแบบบ็อบ ดีแลน ก็เป็นส่วนหนึ่งของวงการเพลงอื่นๆ
มันอยู่ในร็อคได้ด้วยซ้ำ แต่เพลงเพื่อชีวิตคือเพลงเพื่อชีวิต มันแยกตัวออกมาต่างหาก
แล้วแถมถ้าวงไทยวงไหน แต่งเนื้อเพลงที่มีเรื่องอื่นๆอย่างชีวิต สังคม เข้ามาในเพลง
ก็จะถูกมองออกมานอกกรอบป็อปแล้ว โดนหาว่าโคตรเพื่อชีวิตเลย ทั้งที่เพลงสากลปกติ
การเขียนเนื้อพวกนี้คือเรื่องปกติ ซึ่งความผิดนี้ส่วนนึงผมยกให้คีตา, อาเต๋อ เรวัตรและอัสนีย์-วสันต์
(นี่เป็นความคิดเห็นแบบนอกรีตสุดๆเลยนะครับ แต่ผมคิดของผมงี้)
กลับมาเรื่องเพลงเพื่อชีวิต แม้ช่วงแรกมันจะมีอิทธิพลจากพวก Protest Song
ของตะวันตกมาด้วย แต่ในที่สุด Protest Song ก็ดำรงอยู่แค่ในช่วงของความเปลี่ยนแปลงสั้นๆ
แต่เพลงเพื่อชีวิตที่ก่อขึ้นจากยุคตุลา และความผันผวนทางสังคมทั้งหลายในเวลานั้น ก็ยังเป็นมรดกของคนไทยมาถึงทุกวันนี้
ถ้านับในช่วงแรกเลย ก็คงเริ่มที่จิตร ที่เริ่มเสนอคำว่าศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน
สำหรับผม เพลงเพื่อชีวิตมีความหมายประมาณนี้ครับ
1. ด้านดนตรี - ได้รับอิทธิพลจากเพลงพื้นบ้าน วิธีการใช้คำ
ออกเสียง แม้จะมีโครงสร้าง/เครื่องดนตรีทุกอย่างเหมือนเพลงสากลก็ตาม
เพราะถ้าจะจัดกันจริงๆ คาราบาวนี่คือ"วงร็อค" แต่สำเนียง กลิ่น ภาษา
เพื่อชีวิตต่อยอดมันมาจากเพลงพื้นบ้าน และไอ้ความเป็นบ้านๆนี่แหละ
ที่ทำให้เราทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงกับมัน แม้แต่คนที่ยี้ๆเพลงเพื่อชีวิตก็ตาม
ก็ย่อมจะมีสักเพลงที่มีความหมายต่อเขาแน่ๆ
2. ด้านเนื้อหา - ในขณะที่เพลงไทยสากลถูกจำกัดให้พูดแค่เรื่องความรัก
และด้วยวิธีการพูดที่ถูกกำหนดไว้ ถ้าใช้วิธีการพูด หรือพูดเรื่องนอกเหนือจากนี้
ก็จะกลายเป็นเพื่อชีวิตทันที ซึ่งผมจำกัดความว่า เป็นการพูดโดยใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ซึ่งคนสถาปนาวิธีการนี้ขึ้นคือ อาเต๋อ เรวัตร เพื่อชีวิตนั้น จะเริ่มพูดเรื่องที่ไม่ใช่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง
สังคม ผู้คน ความสับสน ฯลฯ ซึ่งผมว่าพูดถึงเรื่องต่างๆได้หลากหลายกว่าเพลงไทยสากล
รวมถึงการบอกเล่าอารมณ์ความนึกคิดส่วนตัวหรือแม้แต่ความรัก ก็ไม่มีข้อจำกัด
ถึงแม้พอมันกลายเป็นแนวเพลงแขนงหนึ่ง ทำให้เกิดมีขนบบางอย่าง จนหลังๆ
ศิลปินใหม่ๆขาดความสร้างสรรค์ ติดอยู่กับขนบเหล่านั้นจนผลงานออกมากระด้าง
และลงเอยด้วยความซบเซาอย่างที่เราเห็นนี่แหละ แทบไม่มีศิลปินใหม่ๆเกิดขึ้นมาเลย
ทุกวันนี้ ผมว่าเพื่อชีวิตก็ยังอยู่ได้เสมอ เพียงแต่บริบทสังคมมันเปลี่ยน
จะไปบอกว่าให้น้าหงาแกจนๆซอมซ่อเหมือนเดิม น้าแอ๊ดห้ามทำธุรกิจอะไรเหล่านี้
ผมว่าเราไปหยุดวันเวลาไม่ได้ นั่นคือชีวิต เค้าก็ต้องเป็นไปตามปัจจัยต่างๆรอบตัวเค้า
ผมว่าผลงานนี่แหละ ที่ยังแสดงให้เราเห็นเสมอ ว่าพวกเค้ายังเจ๋งอยู่
(แต่น้าหงาไม่เจ๋งเท่าไรสำหรับผม ทุกวันนี้แกเขียนเพลงได้ทื่อมะลื่อมาก)
และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร พี่ปู พงษ์สิทธิ์แกก็ยังหน้าหม้อเหมือนเดิมตลอดไป
