โอ้ แบ็คกราวด์หลวงพี่น่าสนทนาแลกเปลี่ยนอย่างยิ่งครับ
ผมก็ลาวอีสานครับ เว้าลาวนำกันกะได้เด้อครับผม
(บ้านอยู่ชายแดนอุบล ญาติพี่น้องมีทั้ง 2 ฝั่ง มีมาตั้งแต่ไม่ได้แบ่งเป็นรัฐชาติแบบปัจจุบัน
พอแบ่งเป็นรัฐสมัยใหม่ ก็กลายเป็นลาวฝั่งลาว กับลาวอีสานแทน

)
ขอแลกเปลี่ยนดังนี้ครับ
เรื่องแนวคิด ฝรั่ง-ไทย ผมไม่ได้มองว่าแนวคิดชนิดไหนมี"เชื้อชาติ"ไหนเป็นเจ้าของครับ
นี่คือกรอบความคิดที่พึ่งเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 19
และมาถูกฟอร์มอีกทีด้วยกรอบรัฐสมัยใหม่ในปัจจุบัน
ซึ่งผมถอดถอนการแบ่งมนุษย์ แนวคิด ทั้งหลายในโลกแบบหยาบๆผ่านเชื้อชาติแบบนั้นไปนานแล้ว
แนวคิดทั้งหลายที่ลอยอยู่ในโลก ไม่มีใครหรือเชื้อชาติไหนเป็นเจ้าของ
มันอยู่ลอยๆของมันเอง คนที่คิดคนแรกก็จดลิขสิทธิ์ไม่ได้ จริงๆอันนี้รวมถึง
ผมไม่ได้มองตัวเองเป็นคนอะไร เราเป็นแค่มนุษย์ แค่เราเกิดมาเป็นสมาชิกรัฐที่ชื่อว่าไทยเท่านั้น
(แต่ภาษาลาวอีสานคือภาษาแรกนะ

)
มันอาจมีค่าเฉลี่ยว่า คนที่อยู่ในกรอบความคิดทางสังคมนี้
จะมีคุณลักษณะนี้ๆๆเยอะ พอจะอธิบายเป็นค่าเฉลี่ยกันได้ ว่าฝรั่งชอบคิดงี้ ไทยเป็นงี้ ลาวเป็นงั้น
อันนี้ก็เข้าใจได้(เป็นข้อจำกัดของภาษาในการอธิบายด้วย ก็ต้องเข้าใจกันตามนี้)
ทีนี้ มีอยู่ข้อนึงทำให้ผมสงสัยว่าที่หลวงพี่บอกว่า "แฝงความเป็นไทยในระดับลึกคือให้เกียรติคนรอบข้างด้วยหลักเหตุผล"
โดยปกติความเคารพหรือให้เกียรติแบบไทยนั้นจะผูกอยู่กับช่วงชั้นทางสังคมเสมอ
(ผมใช้คำว่าช่วงชั้น ไม่ใช่ชนชั้นเพราะมันให้นิยามที่กลางๆ แค่เป็นการจัดประเภท)
แต่คิดว่าโดยปกติแล้วคิดว่าคนไทยทุกคนน่าจะรู้สึกตรงกันว่า
"ไม่เคยรู้สึกเลยว่าสังคมไทยเคารพหรือให้เกียรติกันที่เหตุผล" หรือมีก็น้อยมาก
ในขณะที่สังคมตะวันตกมีความเคารพกันที่เหตุผลมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
และกรอบเรื่องสูงต่ำทางสังคมน้อย จากวิธีคิดที่เคารพในสิทธิมนุษยชน เคารพในความเท่าเทียม และเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น
ทำให้สังคมโดยรวมมีความเป็นระเบียบ มีพื้นฐานทรัพยากรมนุษย์ที่พัฒนาไปสู่สิ่งต่างๆได้ง่ายกว่า
วัฒนธรรมทางวิชาการ งานวิชาการว่าด้วยเรื่องต่างๆ สิ่งประดิษฐ์คิดค้น งานสร้างสรรค์ ศิลปะ
ทั้งหมดจึงพัฒนาขึ้นมาได้ง่ายกว่า ด้วยสังคมที่มีบรรยากาศเสรีและเท่าเทียมเคารพกันที่เหตุผล
สิ่งนี้มีหลักฐานประจักษ์ชัดอยู่อย่างเป็นปกติให้เราเห็น
ศาสนาเป็นรสนิยมส่วนบุคคลคำอธิบายในมุมมองที่ว่าศาสนาอื่นๆว่าด้อยกว่าพุทธในแง่ต่างๆ
แน่นอนว่าเป็นมุมมองที่เราคาดว่าจะได้ยินจากนักบวชในศาสนาพุทธแน่ๆอยู่แล้ว
จึงไม่ขอแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้ เพราะนั่นคือหน้าที่ของนักบวชในแต่ละศาสนาอยู่แล้ว
ที่จะต้องอธิบายว่าคำสอนศาสนาที่เราสังกัดคือ"ความจริงสูงสุด" ศาสดาของตน"รู้ถ่องแท้สุด"
มีเหตุผลมีหลักกการอันทำให้"เชื่อถือได้สูงสุด" ศึกษา/พิสูจน์/ปฏิบัติแล้วเห็นจริงตามนั้นที่สุด อย่างอื่นๆผิด/ด้อยกว่า
นี่คือสิ่งผมไม่มีวันจะไปคัดค้านหรือแลกเปลี่ยนอะไรได้เลย
อันนี้ไม่ได้ล้อเลียนหรือตั้งใจจะพูดในความหมายแขวะหรืออะไรเลยนะครับ(ถ้าฟังดูเป็นแบบนั้นก็ขออภัยครับ ระแวง

)
ผมเข้าใจจริงๆว่ามันเป็นแบบนั้น นี่คือธรรมชาติของศาสนา,มนุษย์และสังคม
เป็นมาหลายพันปี และมันจะไม่เปลี่ยน ไม่ว่าเราจะอธิบายกันต่อไปอีกกี่พันปีก็ตาม
ดังนั้น การที่หลวงพี่อธิบายแย้งเรื่อง"ศาสนาเป็นรสนิยมส่วนบุคคล"นั้น
ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ ศาสนาสำหรับนักบวชในศาสนานั้น
ย่อมต้องเป็น"ความจริงสูงสุด"ของสังคมทั้งสังคมแน่นอนอยู่แล้ว
ไม่ใช่ความเชื่อของปัจเจกบุคคล หรืออย่างที่ผมใช้คำว่ารสนิมส่วนบุคคล
ในขณะที่เรามองไปที่โลกทั้งใบ เรามีความแตกต่างหลากหลายของศาสนา-วัฒนธรรม-ความเชื่อ
และเมื่อมาอยู่ภายใต้รัฐนึง-รัฐฆราวาส(Secular State คือรัฐที่ไม่ใช่รัฐศาสนา ที่ปกครองด้วยกฏหมายศาสนา)
การที่สมาชิกในสังคมจะนับถือหรือเชื่อในศาสนาใดนั้น ย่อมเป็นเรื่องของ"ปัจเจกบุคคล" หรือที่ผมใช้ว่ารสนิยม
เพราะในระดับสังคมวงกว้าง เราต้องอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความแตกต่าง-หลากหลาย-เสรี
ไม่ควรมีใครผูกมัดเอา"ความจริงสูงสุด"ไปไว้กับตนเอง
คือเราสามารถเชื่อแบบนั้นในฐานะปัจเจกบุคคลหรือในกลุ่มคนที่คิดเหมือนกัน
แต่เราไม่สามารถเอามาผูกกับสังคมทั้งสังคมว่าความจริงของเราอยู่สูงสุด
มันตอบโจทย์ความหลากหลายของทั้งสังคมไม่ได้
เพราะไม่ว่าจะถกเถียงโต้แย้งกันไปอีกกี่พันปี สังคมก็จะต้องมีความหลากหลายและเสรีเช่นนี้ตลอดไป
ธรรมชาติเช่นนี้ของมนุษย์ มีมาก่อนทุกศาสนาในโลก
ภายใต้รัฐที่แน่นอนว่าต้องประกอบด้วยความหลากหลาย
ศาสนาจึงควรอยู่ในฐานะความเชื่อของปัจเจกบุคคล
ยกเว้นว่าเราจะยกเลิกรัฐแบบปัจจุบัน แล้วเอาศาสนาปกครอง
ซึ่งทั้งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และขัดกับธรรมชาติของมนุษย์อย่างยิ่ง