ดูมาแล้วครับ The Hurt Locker
- เป็นหนังที่ให้ข้อคิดได้เยอะมากกกกก อะไรหลายๆอย่างในเรื่อง มันโคตรโดนกับชีวิตของคนเราเลยครับ
- จากการที่ได้อยู่ในวงการละครของคณะมาพักนึง ทำให้ได้รู้ว่าหนังที่มีพลังมันเป็นยังไง และหนังที่มันอ่อนปวกเปียกน่ะเป็นยังไง
- แล้วเรื่องนี้พลังเต็มเปี่ยมครับ

- ความตื่นเต้นในการกู้ระเบิด ฉากลุ้น ฉากแอ๊คชั่น มันเป็นแค่องค์ประกอบนึงของเรื่องนี้เท่านั้น
- และถ้าจะให้ดี ก่อนดู อย่าคิดว่ามันจะมันส์ระห่ำเหมือนคำโปรยของสำนักต่างๆ และโฆษณาทั้งหลาย
- ชอบแอ๊คติ้งของพระเอกมากๆ โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของเรื่อง
- แล้วก็ชอบบทที่ให้คาแรกเตอร์ทั้งสามตัวหลักแสดงหมดเลย แต่สองตัวรองคือ แซนบอร์น กับเอลดริดจ์ นั่นเกือบดีแล้ว อีกนิดดด ก็จะดี

- ฉากที่
เอลดริดจ์ด่าพระเอก ว่าให้รู้ซะบ้างว่ายิงคนอื่นน่ะมันเจ็บขนาดไหน โคตรโดนเลยครับ จี๊ดมากๆฉากนี้

ส่วนฉากที่
เจมส์กับแซนบอร์นคุยกันบนรถหลังช่วยชายที่มัดติดระเบิดไม่สำเร็จ อันนั้นก็สุดๆแล้วครับ
แซนบอร์นถามเจมส์ว่า แล้วตอนที่ออกไปเสี่ยงตายน่ะ ไม่รู้สึกหวงชีวิตมั่งเลยเหรอ ประมาณนี้ แต่เจมส์กลับตอบแค่ว่า ไม่รู้สิ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เออ น่าคิดนะครับ ว่าบางทีการกระทำที่ไร้เหตุผล ก็เป็นอะไรที่ถูกต้องและดีที่สุดสำหรับเราแล้วล่ะสองฉากที่ว่ามา เป็นเหมือนไคลแมกซ์ของเรื่องสำหรับผมเลยนะ
ที่เปิดเผยนิสัยและสันดานในห้วงลึกๆของคนทุกคน อย่างเอลดริดจ์ที่ดูจะอ่อนแอมาตลอดเรื่อง แต่ตอนท้ายก็กลับก่นด่าพระเอกซะขนาดนั้น ในขณะที่แซนบอร์นที่ดูเข้มแข็ง เป็นระเบียบ ก็กลับฟูมฟายร้องไห้ แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นในฉากที่คุยกันบนรถ ตรงนี้มันสะท้อนถึงคนสมัยนี้ได้เลยนะ ที่ชอบเสแสร้งทำเป็นยังงั้นยังงี้ แต่พอวาระสุดท้าย หรือโอกาสสุดท้าย ก็มักจะแสดงธาตุแท้อะไรออกมา เพราะว่า "กูจะไม่ได้เจอมึงอีกแล้ว"ดังนั้น ที่นัทบอกว่า หนังมันก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก เราว่าพลาดแล้วนะ

ส่วนฉากซุ่มยิง
ที่สงสัยกันว่าทำไมถึงรอนานขนาดนั้น ก็อย่างที่พี่เจี้ยมบอกครับ โดนศัตรูซุ่มยิงไกลขนาดนั้น แม่นขนาดนั้น จะวิ่งดุ่ยๆหนีกันกลางวันแสกๆก็กระไร แล้วลักษณะของคนที่ตายอยู่ตรงหน้าต่าง มันเหมือนแกล้งตายครับ ปืน barrett แรงขนาดนั้น ทำไมยิงแล้วไม่กระเด็นไปข้างหลัง พวกเจมส์เลยต้องรอดูว่าไม่ใช่การแกล้งตาย และก็อาจมีคนอื่นซุ่มอยู่อีกแล้วก็ที่พี่ณตบอก
คนที่เก่งกล้าในสมรภูมิรบ ตัดสินใจกับความเป็นความตายของชีวิตคนได้ทันท่วงที แต่กลับตัดสินใจเลือกของในซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้ ชอบมากๆเหมือนกันกับฉากสุดท้ายที่เจมส์กลับไปบ้าน รู้สึกได้ถึงความนิ่ง ไร้ชีวิตชีวาของเจมส์ ผู้ซึ่งไขกุญแจล๊อกเกอร์ของความเจ็บปวดไม่ออก (The Hurt Locker คือประเทศอิรัก) เพราะ War is a Drug
(คำคมในตอนเริ่มเรื่อง)อย่างว่าแหละครับ ถ้าเข้าถึงแก่นลึกและสิ่งที่เรื่องนี้จะสื่อไม่ได้ หนังเรื่องนี้มันก็จะไม่มีอะไรเท่าไหร่ คนเลยเทใจและอยากให้ Avatar ได้มากกว่า แต่รู้สึกว่าออสการ์หลังๆ จะยกให้หนังที่มีหลายๆประเด็นให้ถกคิด ไม่ใช่ Avatar ที่ไม่ค่อยจะมีประเด็นอะไร มีแต่พล๊อตเดิมๆ กับจุดเด่นที่ภาพ (จริงๆอยากให้ทั้งคู่นั่นแหละ)
ชอบครับชอบ

ป.ล.หนังนี้เหมือนสนองนี้ดความฝันผมได้มากๆเลยนะ ผมอยากเป็นทหารที่อิรักล่ะ
