ฟอนต์ฟอรั่ม ดาวน์โหลดฟอนต์ | บทความ | ฟอรั่ม | เกี่ยวกับเรา
26 พ.ค. 2012, 18:23 น. *
ยินดีต้อนรับจ้ะ ขาจร กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสาวก
ส่งอีเมลยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ร้านสกรีนเสื้อ
ข่าว:
   หน้าแรก   คุ้ยกระจู๋ เข้าสู่ระบบ สมัครสาวก  
  พิมพ์  
ผู้เขียน กระจู๋: โครงงานสอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า  (อ่าน 80337 ครั้ง)
0 สาวก และ 4 ขาจร กำลังดูกระจู๋นี้
และ
มังกร
******
จิตพิสัย 601
โพสต์: 14969
ไม่หล่อแต่อร่อย
rpash ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 21:50 น.)
อืม...

งั้นคำถามนี้ครับ เป็นคำถามขนมขบเคี้ยวที่ผมเอาไว้เคี้ยวเล่นๆ

ถ้าพูดกันถึงสิทธิในการถือครองทรัพยากรของมนุษย์ชอบธรรมหรือไม่...
ทำไมถึงปักรั้วแล้วบอกว่า นี่บ้านกู ... สัตว์ป่า ช้าง หมี วัว ควาย เลยต้องไปอยู่ที่อื่น
ตามหลักการ และความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ มนุษย์เอาเปรียบและเบียดเบียนสัตว์
โดยระบบมานับตั้งแต่การปฏิวัติือุตสาหกรรม ซึ่งใข้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อ
ตอบสนองความจำเป็นขึ้นพื้นฐานของมนุษย์ (จริงๆเหรอวะนั่น)
ตรงจุดนี้ถามว่า

ถ้าผมนั่งรถทัวร์จากเชียงใหม่มาวัดที่ปทุมธานีทุกวันอาทิตย์เพื่อปฏิบัติธรรม
เจตนาบริสุทธิ์ และตั้งใจสร้างกุศล
แต่ปัจจัยของการเดินทางนั้น น้ำมัน ความสิ้นเปลืองของทรัพยากรในการทำพิธี
สร้างโบสถ์ ศาลา เพื่อปฏิบัติธรรม...
... เจตนาบริสุทธิ์ แล้วเบียดเบียนสัตว์เพิ่มขึ้นอีก จะนับได้ว่าเป็นความเห็นผิดหรือไม่ครับ

...

จากข้อสังเกตที่ว่า ถ้านั่งอยุ่ที่บ้านก็ทำสมาธิได้ เดินไปวัดใกล้ๆ บ้านก็ได้
กินง่าย อยู่ง่าย ใช้ทรัพยากรน้อยลง และแบ่งปันพื้นที่บนโลกให้สัตว์เดรัจฉานมากขึ้น
แทนที่จะกินไก่เชสเตอร์กริล(เ็ห็นพึ่งมาเปิดใหม่แข่งกับร้านไก่ย่างหน้าธรรมกาย)

หรือว่าสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองทรัพยากรครับ

(กรุณาอย่าคิดมาก)


เออ ผมชอบข้าวไก่อบกล่องละ 59 บาท ชอบ  (เหงื่อแตกพลั่ก)
แต่ข้าวร้าน สเต๊กหมูนุ่มๆ อร่อยกว่านะถูกกว่า นะข้างๆ ทางเข้าอ่ะ
นอกเรื่อง  แป๊ะยิ้ม

แล้วคนถามคิดมากมั้ยครับ ?  ฮิ้ววว

ตั้งใจมาทำบุญ = เจตนาบริสุทธิ์
เงินที่ใช้ไปไม่ได้ไปโกง ขโมย ฯลฯ = วัตถุบริสุทธิ์
คนที่เราทำบุญด้วยมีศีล = บุคคลบริสุทธิ์

แอบอ้าง
จากข้อสังเกตที่ว่า ถ้านั่งอยุ่ที่บ้านก็ทำสมาธิได้ เดินไปวัดใกล้ๆ บ้านก็ได้
ปกติทำป่าวครับ  ฮิ้ววว

ถามนี่ก่อน ทำไมเด็กต่างจังหวัดไม่เรียนมหาลัยต่างจังหวัดละ ?
มาเรียนกรุงเทพทำไม?




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 ม.ค. 2007, 21:55 น. โดย ชาร์ป » บันทึกการเข้า

:+: เก็บเลเวลชีวิต :+:
ยกรถบรรทุกไม่ขึ้น ย่อมมิเรียกว่า
มังกร
******
จิตพิสัย 1856
โพสต์: 12395
หมอแมว
mor_maew เว็บไซต์ ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 21:51 น.)
ผมว่าจะไม่ถามแล้วนะครับ  ง่ะ
บันทึกการเข้า

AP
เดอะวาฬ
******
จิตพิสัย 255
โพสต์: 4387
อีเมล ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 21:58 น.)
ไม่ใช่ๆ อันนี้ผมเอาไว้เคี้ยวเล่นๆ จริงๆ ครับหมอแมว

แอบอ้าง
ตั้งใจมาทำบุญ = เจตนาบริสุทธิ์
เงินที่ใช้ไปไม่ได้ไปโกง ขโมย ฯลฯ = วัตถุบริสุทธิ์
คนที่เราทำบุญด้วยมีศีล = บุคคลบริสุทธิ์
ตรงเนี้ยแหละครับ ที่ผมสงสัย
ที่เราว่ามันบริสุทธิ์ มันอยู่บนพื้นฐานของตรรกที่เรากำหนดขึ้นหรือเปล่า
ว่ามนุษย์มีสิทธิ เหนือกว่าธรรมชาติ ในการใช้ทรัพยกรเืพื่อทำอะไรก็ได้
ยังจะเห็นได้ว่าสวนโมกข์ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใหญ่ๆ สำหรับอำนวยความสะดวกมนุษย์
และไม่เป็นศัตรูกับธรรมชาติ

ถ้าเกิดทำบุญกับสัตว์โลก กับหมา กับแมว
ถึงมันจะกัดกัน แต่มันเป็นไปตามวิถีธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ถูกมั้ยครับ
ดังนั้นจะพบว่า คำถามของผมที่แท้จริงแล้วคือ
การสร้างกุศลกับมนุษย์ (ในที่นี้หมายถึง human being ที่เป็น creature)
ซึ่งเป็นพระสงฆ์ แล้วได้บุญมากกว่าสร้างกุศลกับสัตว์โลก
... ยุติธรรมหรือไม่...

ส่วนตรงนี้ไม่ตรงประเด็นครับ
แอบอ้าง
ปกติทำป่าวครับ   ฮิ้ววว

ถามนี่ก่อน ทำไมเด็กต่างจังหวัดไม่เรียนมหาลัยต่างจังหวัดละ ?

ผมเป็นคนช่างสงสัยมากไปหน่อยครับ
ยังมีอะไรให้เอาไว้ถกเล่นๆ อีกเยอะเลยครับ
บันทึกการเข้า
٩(•̮̮̃•̃)۶ ٩(-̮̮̃-̃)۶ ٩(-̮̮̃•̃)۶
ยักษ์
*****
จิตพิสัย 1159
โพสต์: 26952
ohaeey ohaeey เว็บไซต์ ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 22:02 น.)
ยอมรับว่าที่ผ่านมาอ่านผ่านๆ เก็บดาวก็เท่านั้น แต่พอเดาได้ว่าคุยอะไรกัน  ฮิ้ววว

ผมมองในมุมของตัวเองแล้วกัน
กินข้าวข้างทางก็อร่อย  กินข้าวโรงแรมก็อร่อย
ต่างกันตรงอรรถรสและความพึงพอใจส่วนบุคคล

แต่การกินไม่ว่าที่ไหนก็ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน คือหายหิว และมีชีวิตต่อได้

หมดแล้ว ชีวิตผมมันก็แค่นี้แหละ  ไหว้
บันทึกการเข้า

[ FACT HOSTING ] [ บ้านโฮมฮัก ]
Today you , Tomorrow me.
เดอะวาฬ
******
จิตพิสัย 255
โพสต์: 4387
อีเมล ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 22:04 น.)
ชีวิตพี่จะกินอย่างเดียวไม่ได้นะครับ  เฮ้ย!?
ต้องคำนึงถึง reproduction ด้วยครับ   ฮิ้ววว
บันทึกการเข้า
คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็น
แมมมอธ~
******
จิตพิสัย 135
โพสต์: 2644
เริ่มจะว่าง
อีเมล ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 22:11 น.)
แล้วที่ไปภูสอยดาวละโอ้เอ้  เกย์แอบ

อะ จู๋ธรรมะ  นึกว่าพักชมโฆษณาก็แล้วกันนะ เฮ้ย!?

ถ้าใครเรียนการขายมาจะรู้ว่าการที่คนเราจะซื้อสินค้ามีปัจจัยหลักอยู่ 2 ตัว คือ need กับ want ถ้าเมื่อไหร่ที่เราสามารถเปลี่ยน want ของลูกค้าให้เป็น need ได้ เมื่อนั้นสินค้าเราจะขายดี เป็นที่ต้องการของตลาด
บันทึกการเข้า

[ว่างให้เช่า]
เดอะวาฬ
******
จิตพิสัย 255
โพสต์: 4387
อีเมล ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 22:16 น.)
คนส่วนใหญ่จะทำตัวน่า want และน่า need
แต่แปลกครับ
พอเป็นแฟนกันแล้วจาก need เหลือ want > don't want > useless  ฮิ้ววว

พาเป๋
บันทึกการเข้า
S<3Ne
มังกร
******
จิตพิสัย 1311
โพสต์: 38491
Why so Talork !?
fake.or.dead fake_or_dead เว็บไซต์ ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 22:19 น.)


 ฮิ้ววว

.. นึกไม่ออก
บันทึกการเข้า

เดอะวาฬ
******
จิตพิสัย 290
โพสต์: 4335
ฺฺฺ
ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 22:51 น.)
หึ้ยยยยย คัน  หน้ามึน




ไ้ว้ก่อน...
บันทึกการเข้า

i'll walk until i find u.
มังกร
******
จิตพิสัย 451
โพสต์: 6907
BookThanthip BookThanthip เว็บไซต์ ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (13 ม.ค. 2007, 23:46 น.)
รู้สึกร้อนๆ ชอบกล











อ้อ ตูไม่ได้เปิดพัดลม ฮิ้ววว
บันทึกการเข้า

และ
มังกร
******
จิตพิสัย 601
โพสต์: 14969
ไม่หล่อแต่อร่อย
rpash ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (14 ม.ค. 2007, 00:03 น.)
ตอบเต่า

เออ ผมไม่ใช่พวกนักคิดอะครับ เต่า
เพราะมันจะได้แต่ คิด ไม่ไปไหนสักที
ผมเป็นผู้ศึกษาด้วย ปฏิบัติไปด้วยอ่ะครับ
ไม่ได้คิดอย่างเดียว
คิดถูกก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคิดผิดนี่โทษมันก็ไม่ใช่น้อย
ผมว่า
เราเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติก่อนดีกว่าครับ
ศีล 5 ถือให้ครบ ฯลฯ

การหาเรื่องต่างๆมานั่งถกกันเล่นๆ
มันก็ดูเหมือนผู้มีความรู้คุยกัน ไฮโซ
แต่ผมว่ามันเสียเวลาอ่ะ และมันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเพื่มเติม
ปั่นกระจู้เผยผิว ระบายอารมณ์ ฯลฯ ยังดีกว่า

ที่ผมตอบคำถามนี่ เพราะมีคนสงสัยเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายครับ
ผมในฐานะอยู่วัด ก็จะตอบแก้ข้อสงสัยให้อ่ะครับ


มาถึงที่หน้า 15 นี่ ผมยังไม่ได้ใครไปแข่งปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าเลยยย  ฮือๆ~
บันทึกการเข้า

:+: เก็บเลเวลชีวิต :+:
สวัสดี
จอมพลัง
*****
จิตพิสัย 1303
โพสต์: 25253
ลูกชาวนา ฝึกกระบี่
www.twitter.com/kree_oo เว็บไซต์ ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (14 ม.ค. 2007, 00:12 น.)
แอบอ้าง
คือ อย่างนี้นะครับ หลังจากพุทธเจ้าปรินิพพานไปไม่นานประมาณร้อยกว่าๆปี  
พุทธศาสนาก็แบ่งเป็นสองนิกาย คือ เถรวาท(หินยาน)  และมหาสังคิกะ (มหายาน)
จากนั้นในช่วงยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (สามร้อยปีกว่าเป็นประมาณได้) พุทธศาสนาก็แตกเป็นตั้งสิบแปดนิกายแน่ะ  
เยอะมาก แต่ต่อมาก็ค่อยๆหายไปจนเหลือแค่สองนิกายหลักๆ
คือ หินยานหรือเถรวาท และมหายานล่ะครับ
ปรัชญาผ่านหินยาน คือ การปฏิบัติธรรมหรือสร้างบารมีจนเข้านิพพานไป
เป็นแบบเอาตัวข้าเป็นหลัก ส่วนคนอื่นเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันหลังจากเราได้ก่อน
พูดง่ายๆ คือ หนึ่งอั๊วะ สอง ยู

นิกายต่างๆในพระพุทธศานา ไม่ได้ค่อยๆหายไปหรอกครับ ที่หายไปเป็นเพราะเกิดจากการสังคายนาโดยพระเจ้าอโศก ที่ต้องการ กำจัดพวก เดรถี
และพุทธศานาไม่เคยสอนให้ ตูต้องสำเร็จก่อนแล้วถึงกลับมาช่วยเอ็ง  
ซึ่งเคยมี ผู้ที่โสดาบัน ยังสามารถ แนะนำคนอื่นได้  อย่างน้อยก็แนะนำไปในทางที่ถูกต้อง

แอบอ้าง
ปรัชญามหายาน คือ การปฏิบัติธรรมและสร้างบารมีที่จะเอาสัตว์ไปให้หมด คือ
เข้านิพพานให้หมดก่อนแล้วอ๊วะ จึงจะเข้า น่าสรรเสริญมาก
แต่สิ่งหนึ่งที่ผิดไปจากสิ่งที่พุทธเจ้าสอนคือ แทนที่นิพพานจะสูงสุด
แต่ตอนหลังมีพระรูปหนึ่ง ชื่อ ว่านาคารชุน
มาเขียนตำราเพิ่มไปในพระไตรปิฎกของผ่ายมหายาน
จนทำให้ความเชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดในมหายาน คือ สุญญตา หรือ ความว่างเปล่า นั่นเอง

แล้วถามว่า แล้ว ไอ้ปรัชญานี่มันเกี่ยวอะไรกับที่คุณจพนมถาม
คือ เกี่ยวสิครับ เพราะว่า
การสร้างบารมีจะไปนิพพานนี่ ถือเป็นเศรษฐกิจเพียงพอหรือไม่
หรือ ว่าเป็นการค้ากำไรเกินควรไหม
บางคนบอกว่า ทำบุญนิดๆแต่อธิษฐานเยอะเป็นการค้ากำไรเกินควร จริงๆแล้วไปดูแบบอย่างในพระไตรปิฏกนะครับ
 แค่ถวายผ้าขี้ริ้วผืนเดียว
เค้ายังอธิษฐานจิตว่าให้ได้บรรลุธรรมที่พระคุณเจ้าได้บรรลุ
(พระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์) อย่างนี้เค้าไม่เรียกว่า ค้ากำไรเกินควรหรือเปล่าครับ
จริงๆแล้วเค้าเรียกว่า ฉลาดในการอธิษฐานจิต
เป็นอธิษฐานบารมี หนึ่งในบารมีสิบทัศ ที่พระพุทธองค์ก็ทรงทำ


เอ่อ.....คงจะตีความหมายของการอธิฐานจิตผิดแล้วครับ
 การอธิฐานจิต หมายถึงการ ตั้งต้นจิตที่ดี เพื่อจะนอบน้อมไปในทางนั้นๆ  ดั่งคำที่ว่า  ให้เมตตา จึ่งได้ เมตตา  
ที่ ยาจก อธิษฐานจิตแค่ใช้ผ้าขี้ริ้วผืนเดียวนั้น เกิดจาก การตั้งต้นจิตที่ดีแล้วนอบน้อมตามหลักธรรม คือปฏิบัติถูกต้อง
 จึ่งได้ บรรลุ  ไม่ใช่สมัยนี้ อะไร อะไรก็อธิษฐานจิต ซึ่ง ไม่แตกต่างอะไรกับ คำขอ หรืออ้อนวอน .....
มันผิดหลักพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิงครับ

และยิ่งพูดถึงการใช้ปัญญาเพื่อหาหนทางที่ให้ได้มาซึ่งนิพพาน ในรูปแบบที่บอกมาข้างต้น คือ การ ทำบุญเพื่อหวังนู่นหวังนี่
นั้น  ในทางพระพุทธศาสนา มันคือ โลภะ...

 
แอบอ้าง
ดังนั้น การสร้างบารมีเพื่อไปนิพพานหน่ะ
ไม่มีคำว่าพอเพียงหรอกครับ
ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่
แต่เมื่อกิเลสหายไปนั่นล่ะถึงจะเรียก ว่า
สร้างบารมีอย่างพอเพียง

พุทธเจ้าท่านจริงตรัสสอน
ว่า น้ำหยดทีละหยดๆ ยังเต็มตุ่มได้ฉันใด
บุญอันบุคคลสั่งสอมทีละน้อยก็เต็มเปี่ยมได้ฉันนั้น
คือ ท่านสอนว่าอย่าดูหมิ่นบุญว่ามีประมาณน้อยน่ะครับ
ส่วนการสร้างบารมีจะเป็นไปในรูปแบบไหนนั้น
ก็มีอยู่สามอย่าง ทาน ศีล ภาวนา จำให้แม่นนะครับ


ไม่ถูกซะทีเดียวครับ
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า การทำบุญไม่ยิ่งใหญ่เท่าการเจริญสติ      การปฏิบัติตนตามทางสายเอก สติปัฏฐาน ๔ โดย มีอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน จะสามารถบรรลุ มรรคผลได้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง  
อินทรีย์พละอย่างกลาง  7 เดือน   อย่างอ่อน 7 ปี   ......   ยกตัวอย่าง พระสารีบุตร ปฏิบัติเช้นนี้ด้วยอินทรีย์พละอย่างแรงกล้า 7 วัน ก็ได้อรหันต์มรรค.......

สรุปง่ายๆการทำบุญอย่างเดียวไม่ทำให้บรรลุมรรคผลได้ครับ

แอบอ้าง
ส่วนถามว่าวัดพระธรรมกายนี่เป็นส่วนหนึ่งของหินยานไหม
ตอบครับ ว่า ถูกต้องอย่างแรง
เพราะทะเบียนที่จดทะเบียนเป็นวัดก็ระบุว่า
เป็นวัดฝ่ายเถรวาทละครับ

อันนี้ขอไม่ตอบ....

แอบอ้าง
ส่วนคำถามนี้
"แต่แนวทางแบบมีโปรโมชั่น มีการตลาด มีการดัดแปลงต่อยอดออกไปนี่ มันไม่ใช่ หรือเปล่าครับ"

ต้องถามว่า ระหว่างเดินทางไปที่ต่างๆนี่เคยเห็นป้ายโฆษณาข้างทางไหม
หลายๆๆป้ายข้างทางนั้น
ก็เป็นหนึ่งในการโปรโมทวัดต่างๆเช่น
เชิญสาธุชนผู้ใจบุญทอดผ้าป่า ฝังลูกนิมิตร ทำบุญตักบาตร
บวชสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นต้น
ไปดูเลยครับมีทุกจังหวัด
ยิ่งสามแยกใหญ่ๆละใช่เลย แล้วถามกลับไปหน่อยว่า
เค้าทำกันทั้งประเทศแล้ว เมื่อวัดพระธรรมกายทำบ้าง แล้วมันต่างกันตรงไหนครับ
(เดี๋ยวนี้มีหลายๆวัดเค้าทำเว็บด้วยนะ โฆษณาไหมนี่ เหอๆ)
** อันนี้พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เอาตัวเราไปเปรียบเที่ยบกับคนอื่นนะครับ
แอบอ้าง
พูดถึงเรื่องการโฆษณานี่
เวลาเค้าโฆษณาเหล้าเบียร์ บุหรี่ วายวอด เชิญคนทำความชั่ว
หรือ ชวนคนไปเที่ยวผลับเที่ยวบาร์ ไปดูหนังละคร คนส่งคอนเสริดอะไรนี่
ไม่เป็นมีใครว่าไรเลย
แต่พอวัดเชิญคนมาทำความดี
รักษาศีลภาวนากลับมีคนบอกว่าเป็นการตลาด
โอ้ พระเจ้าจาร์ท มันยอดมาก ต้องไปนั่งคิดใหม่น่ะครับ ว่า เราจะมองวัด ต้องมองตรงไหนถึงจะมีประโยชน์สูงสุด
 วัดแปลว่าอะไร รู้ไหมนี่ แล้วมาวัดหน่ะมาทำไม มาวัดอะไร
มาวัดว่าวัดดีหรือไม่ดี หรือ
ว่า มาวัดใจตัวเองว่ามีความดีขนาดไหน
ลองตรองดูนะครับแล้วจะเข้าใจ
เอาละอย่าโกรธนะครับ อาจจะอธิบายให้หายง่วงไปหน่อย เหอๆ

ไม่โกรธครับ

แต่ค้านครับ   การใช้กุศโลบายเพื่อกระตุ้นกิเลส นั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้นะครับ  
 การที่คนเราศรัทธาและนิยมมากๆ คือมันถูกกับกิเลส   สมมติ เดินเข้าวัดไปเนี่ย
 มีคนสวมชุดขาวยืนไหว้ให้ ยิ้มให้ แล้วบอกว่า
 "อนุโมทนาบุญ ด้วยนะค่ะ" เนี่ย  มันทำให้คนที่เข้าไป ทำบุญเกิดความพึงพอใจ  
หรือจะเป็นอาณาบริเวณวัดที่กว้างใหญ่ หรืออาจจะมองว่าดูหน้าเลื่อมใส    
นั่นแหละคือมันถูกกับกิเลสของคน..
อย่างที่ชาร์ปบอกว่านั่งสมาธิแล้วสบาย นั่นก็ถูกกับกิเลส ของตนอีก.....
มันไม่ใช่วิธีการหลุดพ้นครับ.... มันจะหลุดพ้นได้อย่างไรในเมื่อมันยึดติด
ที่บอกว่านั่งสมาธิเห้นดวงแก้ว อะไรนั่นอะ พอคนนั่งสมาธิได้สมาธิในระดับหนึ่งนะ
จะมองเห้นอันนู้นอันนี้เรื่อยไป อย่างที่วัดพระธรรมกาย
บอกว่าเพ่งไปให้เห้นดวงแก้วอะไรเนี่ยนะ คนเราพอมีสมาธิ อยากเห้นอะไรมันก็เห็น.....
พอถูกปลูกฝังว่าเห้นดวงแก้วก็นิมิตรดวงแก้ว ว่ามีจริง ก็เห้นดังนั้นจริง จึงเกิดความเลื่อมใส
แต่ในทางกลับกัน ผุ้ที่ปฏบัติ ในทางสติปัฏฐาน ๔  เนี่ย เขาให้กำหนดรู้ เห็นอะไรก้ให้ดับทิ้ง ......
นี่แหละเป้นที่มาของความศรัทธาของคนที่ปฏิบัติแล้วเห้นจริง แต่
จะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป้นของจริง ทางที่ถูกคือให้ดับมันทิ้ง เสีย...
 ไม่ใช่เห้นดวงแก้วก็เห้นดวงแก้วอยู่นั่นแหละ....ไม่ยอมดับมันไม่ยอมกำหนด
บอกว่าตัวเองเห้นจริงตามนั้น ก็เลย เชื่อ...ซึ่งมันไม่ใช่........

 ซึ่ง อย่างที่ผมกล่าวไปเมื่อโพสต์หน้าแรกๆ เรื่อง หลวงพ่อสด เนี่ย ปฏิบัติ สมถะจริง
 แต่พอท่านไปเรียนกับอาจารย์ ผมไม่แน่ใจว่าชื่ออะไร  ประมาณว่าท่าน  ....
ป่าโมข อะไรซักอย่างนี่แหละ ท่านปฏิบัติ สมถะ เห้นดวงแก้ว อาจารย์บอกว่าให้ดับมันทิ้งไป
 ท่านก็กำหนดดับมัน พอดับได้แล้วท่านก็บรรลุมรรคผล และสุดท้ายท่านได้กล่าวว่า  "เราเป็นทาสมันซะนานเลย"

ซึ่งไม่นานท่านก็ละสังขาร ซึ่ง ลูกศิษย์ของท่าน ก็ยังยึดติดกับคำสอนเก่าๆของท่านอยู่...........  
(อย่าถามว่าผมรู้มาได้อย่างไร ...ถ้าอยากรู้ว่าบ้านตนเป้นเช่นใดก็ออกมานอกบ้านจะได้เห็น...)

.......
แอบอ้าง
(นึกถึงพระพุทธเจ้า) ธัมมานุสติ (นึกถึงพระธรรม) นึกถึงพระสงฆ์ อานาปานสติ เป็นต้น  อันที่สอง
เรียกว่า อสุภะ ๑๐ อย่าง พวกดูศพคนตายประเภทต่างๆกันไปนะครับ อันที่๓ คือ กสิน ๑๐ คือ
 เอาสีต่างๆมาเป็นนิมติในการทำสมาธิ เช่น สีแดง แสงสว่าง สีขาว เหลือง เขียวเป็นต้น ส่วน
ที่เหลือ ก็เป็นพิจารณาอาหารที่กินเข้าไป รูปฌาน ๔ ธาตุ ๔ ครับ และทุกวิธีก็นำไปสู่การตรัสรู้ธรรมทั้งนั้น
 เมื่อ ได้ขั้นสมถะ ก็ใช้สมถะเป็นบาทในการเข้าถึง ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ แล้วไปเข้าถึงขั้น วิปัสสนา
 คือ การเห็นแจ้ง ด้วยการพิจารณา ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ครับ

การสอนธรรมะขั้นสูง ต้องมีพื้นฐานธรรมะที่ดีก่อน แล้วก็ต่อยอดไป พระพุทธเจ้าท่านสอนพระปัญญาน้อยรูปหนึ่
ง ให้พิจารณาผ้าขาว แล้ว ท่องว่า ระโช อะระนังๆๆๆ แปลว่า ผ้านี้ไม่สะอาดหนอๆๆ เปลื้อนหนอๆๆ ก็เป็นขึ้นสมถะ
หลังจากนั้น ท่านก็พัฒนาระดับสมาธิ จนเป็นพระอรหันต์ หรือ เข้าพระธรรมกายอรหัตตผลนั่นเอง

วัดพระธรรมกายสอนให้ทำสมาธิแบบนึกถึงพระพุทธรูป หรือ พุทธานุสสตินี่ ผิดตรงไหนครับ และ
สอนให้นึกถึงดวงสว่าง หรือ อาโลกสิน นี่ ผิดตรงไหน ไม่ถูกตรงไหน เอางี้นะครับไปดูในพระไตรปิฏกจริงๆ เลยดีกว่าอ่ะ

ผิดครับ ตีความหมายผิดอย่างสิ้นเชิง  พุทธานุสสติ ไม่ได้หมายความว่าให้ระลึกถึงพระพุทธรูป
....อย่างที่ชาร์ปเคยบอกว่าพระพุทธรูปถูกสร้างขึ้นมาภายหลัง โมเมว่าแทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า.....
              แต่ พุทธานุสติ หมายถึงการละลึกถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ครับ  
ส่วนการ นึกถึงดวงสว่างอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วข้างบนครับ......

แล้วก็เรื่อง สมถะ 40 เนี่ย  ผมว่า จำผิดหรือเปล่าครับ   จริงๆมันต้องเป็นกรรมฐานมีทั้งหมด 40 กองไม่ใช่เหรอครับ  
ซึ่งแปลว่า ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต, สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา, อุปกรณ์ในการฝึกอบรมจิต ซึ่งไม่ใช่สมถะ ครับ สมถะเป็นสมาธิพื้นมากๆ
ไม่ต้องฝึกที่ธรรมกาย ก็ยังได้เลย แค่การ มีสมาธิอยุ่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นแหละคือสมถะ
ซึ่ง ไม่ต้องพูดถึงการต่อยอดครับไม่เกี่ยวกัน คนที่เจริญสติ   สมถะ กลับกลายเป็นสิ่งที่เป็นตัวทำให้หลุดจากกรรมฐานได้ง่าย...
.ยกตัวอย่างสมมติ ว่าเรากำลัง นั่งกรรมฐานอยู่ ในจิตของเรากำหนด
 รู้สิ่งต่างๆ เจ็บก็รู้ว่าเจ็บ เมื่อยก้รู้ว่าเมื่อ เสียงก้รู้ว่าเสียง  ... แต่เมื่อไรที่จิตแว๊ป...ไปคิดอยุ่กับเรื่องเดียว เช่น ดวงแสงอะไรนั่น อะ
แค่นี้ก็หลุดจากการปฏิบัติกรรมฐานแล้วครับ.....  ซึ่งถือว่าเป้นอุปสรรค์ต่อการปฏิบัติอย่างหนึ่งครับ......
ผมถึงบอกว่ามันละเอียดอ่อนมาก......(ผมจึงไม่อยากอธิบายแต่โพสต์แรกๆไง กลัวจะหาว่า  รู้ได้ไง ใครอยากพิสูจน์ ก็มาลองได้ผมจะแนะนำไป.....)

เอาละพอแค่นี้ก่อน....ซึ่ง ผมก็ไม่อยากเปิดหนังสือ แล้ว เอามาถกกันแบบนี้ซักเท่าไรหรอก ถ้ามันไม่บิดเบือน  เพราะจะทำให้ เยาวชนเข้าใจผิดกันไปใหญ่.......
โดยเฉพาะ เรื่อง สมถะ เนี่ย......

แอบอ้าง
ใน พระสุตตันตปิฎก  ทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค
“ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะก็ผู้ใดแลมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่น เกิดแต่มูลราก ตั้งมั่นอย่างมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดามารพรหมคือใคร ๆ
ในโลกให้เคลื่อนย้ายไม่ได้ ควรจะเรียกผู้นั้นว่า เราเป็นบุตรเกิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค เกิดจาก พระธรรม
 พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นทายาทของพระธรรมดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร. เพราะคำว่า ธรรมกายก็ดีพรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี
พรหมภูตก็ดีเป็นชื่อของพระตถาคต.”(เล่ม ๑๕ หน้า ๑๕๐ฉบับ มหามกุฎราชวิทยาลัย)

อันนี้ในอรรถกา
“ก็อรรถแห่งภควานั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว ในนิเทศแห่งพุทธานุสสติในปกรณ์วิเศษ ชื่อว่า .
วิสุทธิมรรคนั่นเทียว.ก็โดยลำดับแห่งถ้อยคำเพียงเท่านี้ พระอานนท์เมื่อแสดงธรรมตามที่ได้สดับมา
ชื่อว่า ย่อมทำธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประจักษ์ไว้ด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ ในพระสูตรนี้
 ด้วยคำนั้นแหละ ท่านพระอานนท์ชื่อว่าให้ประชาชนผู้กระวนกระวายเพราะไม่ได้เห็นพระบรมศาสดา
ให้เบาใจว่าปาพจน์ (คือพระธรรมวินัย) นี้มีพระบรมศาสดาล่วงไปแล้วหามิได้พระธรรมวินัยนี้
 เป็นพระบรมศาสดาของท่านทั้งหลายดังนี้.”
(เล่ม ๒๔ หน้า ๒๒ มหามกุฎราชวิทยาลัย)

อรรถกถาวักกลิสูตรที่ ๕
      บทว่า ปูติกาเยน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระวรกายของพระองค์
 แม้จะมีสีงามดังสีทองคำอย่างนั้น ก็เพราะหมายความว่า (มีของปฏิกูล) ไหลออกประจำ.
ในบทว่า โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ นี้ พึงทราบอธิบายว่า ๑-พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดพระธรรมกาย
ที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตตรธรรม๙ อย่าง
(มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต.
(เล่ม ๒๗ หน้า ๒๘๓ มหามกุฎราชวิทยาลั)ย

“บัดนี้ เพื่อแสดงสมบัติคือรูปกายและธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถานี้ว่า
 พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีผู้เสมอเหมือนใน  พระรูป ในศีล สมาธิ ปัญญาและวิมุตติ ทรงเสมอกับพระพุทธเจ้าที่ไม่มีใครเสมอในการประกาศพระธรรมจักร.”
(เล่ม ๒๗ หน้า ๑๑๒มหามกุฎราชวิทยาลัย)

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งท่านนั้นนะครับ จริงๆมีอีกหลายที่ และประโยคสำคัญที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ธรรมกาโย อะหัง อิติปิ แปลว่า เราคือ ธรรมกาย”
เอาละครับ คราวนี้ น่าจะรู้แล้วนะครับ  ว่า วัดพระธรรมกายไม่ได้โมเม

อีกอย่าง สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เคยโดนคณะสงฆ์ ส่งลูกศิษย์เอกหลวงปู่มั่นมาตรวจสอบว่า
 สิ่งที่ท่านสอนหน่ะเป็นจริงหรือไม่ ทั้งนี้หลังจากเข้าไปนั่งสมาธิด้วยกัน พอออกมาลูกศิษย์หลวงปูมั่น
ท่านก็บอกว่า “ที่หลวงปู่วัดปากน้ำสอนนั่นเป็นของจริง”ไปหาหนังสือ ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศไทย
 และประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำอ่านดูได้



ทั้งนี้ที่วัดพระธรรมกาย มี พระที่จบประโยคเก้ามากที่สุดในประเทศไทย มีโรงเรียนปริยัติธรรม
และมียอดสอบได้ที่หนึ่งติดต่อกันมาหลายปี มีสำนักศึกษาปริยัติธรรม สอนพระไตรปิฎกอย่างจริงๆจัง
 แล้วถ้ามีการสอนผิด ทำไมเหล่าเปรียญธรรมเก้าประโยค และประโยคต่างๆอีกหลายร้อยจะไม่รู้
 และถ้าสอนผิดหลักไป ทำไมจะไม่รู้ เพราะศึกษากันอย่างจริงจังมาตลอด

หลวงพ่อชา ท่านสอนเรื่องอานาปานสติ เป็นหนึ่งในอนุสสติ ๑๐ ที่กล่าวไว้ข้างบน วัดพระธรรมกาย
สอนเรื่องพุทธานุสสติ ก็เป็นหนึ่งในอนุสสติ แล้ว วิธีการต่างแต่เป้าหมายเดียวกันครับ
ทั้งนี้ เมื่อไปอ่านหนังสือหลวงปู่ชาดีๆ ท่านก็เคยพูดถึงดวงธรรมเหมือนกันล่ะครับ

เอาล่ะนะครับ คงประจักษ์แล้ว จริงๆๆ ถ้าจะอธิบายไปมากกว่านี้ วันนี้คงพิมพ์ไม่หมดจริงๆ เอาไว้สงสัยแล้วก็จะตอบให้ล่ะกัน

สรุป วัดพระธรรมกายไม่ได้โมเม  มีแต่คนว่าวัดโมเมนั่นล่ะ โมเม!!!!

อืมอีกอย่าง ที่โพสมาว่า หลวงพ่อพุทธทาส บอกว่า อย่าบ้าบุญนักเลย !!!!! น่าขันจริงๆๆ
 …แต่ท่านบวชเอาบุญตลอดชีวิต ท่านเผยแพร่ธรรมะพุทธเจ้านี่ไม่ได้เพื่อเอาบุญหรือ หรือว่า
ที่ท่านเผยแผ่คำสอนพุทธเจ้า เพื่ออะไร ท่านลงทุนทำขนาดนี้เพื่ออะไรอ่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะบุญแล้ว  
ไปอ่านบทความท่านให้จบนะครับ แล้วค่อยมาคุยกัน



ด้วยความเคารพครับ  เรื่องหลวงพ่อสดได้อธิบายไว้แล้วครับ...


               สุดท้ายขอถามว่า    ผู้ที่รู้ปริยัติเยอะ ไม่ปฏิบัติ จะมีประโยชน์อะไรครับ......





เดี๋ยวผมจะค่อยๆตอบคำถาม ที่ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่....................

ผมรู้สึกว่าผมกั๊กมานานแล้ว ข้อสำคัญผมกลัวว่าคนอื่นคิดว่าผมรู้ได้อย่างไร มั่วรึเปล่า  
แต่ผมขอบอกไว้ตรงนี้ครับว่า พิสูจได้   ศสานาพุทธเป็น เรื่องของเหตุผลอยู่แล้วครับ ...action = reaction   และถ้าไม่เชื่อผมไม่ป็นไร ผม ท้า  !!
ซึ่งผมก้ยังเคยลองพิสูจน์ธรรมกายมาแล้ว แล้วทำไม คนธรรมกายถึงไม่ลองเปิดใจพิสูจน์ดูละครับ  
 ถ้าชาร์ปต้องการรับความคิดเห้นใหม่ๆก็ ติดต่อผมได้ ผมไม่ได้บอกให้เชื่อ แค่ลองมาดูได้ ....
อาจจะมองเห็นอะไรเยอะขึ้น หรือ ถึงเวลานั้น มองว่าทางที่ผมเดินอยู่มันผิด ค่อยแนะนำผมก้ยังไม่สาย

เพราะผมก้ยังไม่ได้ปฏิบัติจริงจัง คนที่เขาปฏิบัติจริง เขาก็ไม่มาตอบหรอกครับ  เพราะการตอบนี่ก็เป็นกิเลสอย่างนึง.....
บันทึกการเข้า

ล้ำลึกคะนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทให้ขาดดิ้น ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื้อยังเหลือใ
สวัสดี
จอมพลัง
*****
จิตพิสัย 1303
โพสต์: 25253
ลูกชาวนา ฝึกกระบี่
www.twitter.com/kree_oo เว็บไซต์ ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (14 ม.ค. 2007, 00:33 น.)
อานิสงส์การให้ทาน อ่ะครับ
เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว
ทำทานกับสัตว์ 100 ชาติ
คนไม่มีศีล 1000 ชาติ
คนมีศีล5 10000 ชาติ
ฯลฯ

เรื่อง กู้เงิน จริงๆมันก็ไม่เข้ากับหลัก
เหตุแห่งการทำทานแล้วได้บุญมาก < อยู่แล้วครับ
1.เจตนาบริสุทธิ์
2.วัตถุบริสุทธิ์
3.บุคคลที่เราทำบุญด้วย

พระพุทธเจ้าแบ่งมานานแล้วครับเต่า  เอือม

ส่วนเรื่องคนวัด ที่ไปกู้เค้ามาทำบุญนี้ ได้แต่บอกครับตามหลักข้างบน
ทางวัดตรวจสอบไม่ได้อะครับว่า
เค้ากู้มาป่าวแล้วไม่รับ
และเท่าที่ผมรู้จัก คนที่มาทำบุญที่วัดนี่
ไม่เคยเห็นเค้ากู้กันอ่ะครับ เห็นแต่เค้าเก็บเงิน

แต่ว่าเรื่องนี้คุ้นว่าเคยคุยแล้วนี่  งง



๑ . ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีล
     ไม่มีธรรมเลยก็ตาม ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี

๒ . ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรมวินัย แม้จะให้มากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล ๕
      แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

๓ . ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๕ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้มีศีล ๘ แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

๔ . ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล ๘ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่ผู้มีศีล ๑๐
      คือสามเณรในพุทธศาสนา แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๕ . ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล ๑๐ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์
    ซึ่งมีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อ
    พระด้วยกันก็มีคุณธรรมแตกต่างกัน จึงเป็นเนื้อนาบุญที่ต่างกัน บุคคลที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนามีศีลปาฏิโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อนั้น
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสเรียกว่าเป็น " พระ " แต่เป็นเพียงพระสมมุติเท่านั้น เรียกกันว่า " สมมุติสงฆ์ " พระที่แท้จริงนั้น
    หมายถึงบุคคลที่บรรลุคุณธรรมตั้งแต่พระโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบันเป็นต้นไป ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะได้บวชหรือเป็นฆราวาสก็ตาม
    นับว่าเป็น " พระ " ทั้งสิ้น และพระด้วยกันก็มีคุณธรรมต่างกันหลายระดับชั้น จากน้อยไปหามากดังนี้คือ " พระโสดาบัน พระสกิทาคามี
    พระอนาคามี พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธมเจ้า " และย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

๖ . ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานแก่ - พระโสดาบัน แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
   ( ความจริงยังมีการแยกเป็นพระโสดาปัตติมรรคและพระโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อพอให้ได้ความเท่านั้น )

๗ . ถวายทานแก่พระโสดาบัน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๘ . ถวายทานแก่พระสกิทาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๙ . ถวายทานแก่พระอนาคามี แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์ แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๑๐ . ถวายทานแก่พระอรหันต์ แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๑๑ . ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแด่พระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
     แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๑๒ . ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
      แม้จะถวายสังฆทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๑๓ . การถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่า " การถวายวิหารทาน " แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
    " วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
      " อนึ่ง การสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์หรือสิ่งที่ประชาชนใประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา เช่น "
        โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ ศาลาป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสาน เมรุเผาศพ " ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน

๑๔ . การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ( ๑๐๐ หลัง ) ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ " ธรรมทาน " แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม
         " การให้ธรรมทานก็คือการเทศน์ การสอนธรรมะแก่ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ให้รู้ได้ ที่รู้อยู่แล้วให้รู้ยิ่งๆขึ้น ให้ได้เข้าใจมรรค ผล นิพพาน
         ให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนให้เข้าปฏิบัติธรรม รวมตลอดถึงการพิมพ์การแจกหนังสือธรรมะ "

๑๕ . การให้ธรรมทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ " อภัยทาน " แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทานก็คือ
       " การไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู " ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อ
        " ละโทสะกิเลส " และเป็นการเจริญ " เมตตาพรหมวิหารธรรม " อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้น อันพรหมวิหาร ๔ นั้น
         เป็นคุณธรรมที่เป็นองค์ธรรมของโยคีบุคคลที่บำเพ็ญฌานและวิปัสสนา ผู้ที่ทรงพรหมวิหาร ๔ ได้ย่อมเป็นผู้ทรงฌาน ซึ่งเมื่อเมตตาพรหมวิหารธรรม
        ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อใด ก็ย่อมละเสียได้ซึ่ง " พยาบาท " ผู้นั้นจึงจะสามารถให้อภัยทานได้ การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็น
         จึงจัดเป็นทานที่สูงกว่าการให้ทานทั้งปวง
        อย่างไรก็ดี การให้อภัยทานแม้จะมากเพียงใด แม้จะชนะการให้ทานอื่น ๆ ทั้งมวล ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า " ฝ่ายศีล "
        เพราะเป็นการบำเพ็ญบารมีคนละขั้นต่างกัน
บันทึกการเข้า

ล้ำลึกคะนึงหาในดวงจิต ใจเคยคิดตัดสวาทให้ขาดดิ้น ดั่งก้านบัวหักกลางชลาสินธุ์ ผิว่าสิ้นไร้เยื้อยังเหลือใ
S<3Ne
มังกร
******
จิตพิสัย 1311
โพสต์: 38491
Why so Talork !?
fake.or.dead fake_or_dead เว็บไซต์ ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (14 ม.ค. 2007, 01:17 น.)


รายละเอียดเยอะไม่เข้าใจหรอก  หมีโหดดดด




















































 ลันล้า อะล้อเล่น
บันทึกการเข้า

และ
มังกร
******
จิตพิสัย 601
โพสต์: 14969
ไม่หล่อแต่อร่อย
rpash ออฟไลน์ ออฟไลน์
Re: สอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า (14 ม.ค. 2007, 01:19 น.)
ที่ตอบมานี่มา
เอาหลักฐานมายืนยันด้วย
ดีไหมครับ

นอกจากความคิดเห็นส่วนตัว

อยากใส่อะไรก็ใส่ให้เต็มทีครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 ม.ค. 2007, 01:29 น. โดย ชาร์ป » บันทึกการเข้า

:+: เก็บเลเวลชีวิต :+:
หน้า: 1 ... 8 9 10 11 12 13 14 [15] 16 17 18 19 20 21 22 ... 156   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
ขอบคุณ SMF Forum