อ่อ อย่างนี้นี่เอง ไม่ใช่อะไรหรอก
เรามักมีความหลงผิดคิดไปในทางที่ว่า เขา(หมายถึงใครก็ได้)ไม่เข้าใจกันแล้วว่า
ทำไมเราจึงต้องดรออิ้งด้วยมือลงบนกระดาษ นอกจากจะฝึกเพื่อเอ็นน่ะนะ
มีใครนึกสงสัยไหมครับว่า
เรียนออกแบบ ซึ่งต้องไปทำกราฟิก โมชั่น
อะไรต่างๆที่ล้วนแล้วแต่จบงานในคอมแทบทั้งนั้น
ทำไมต้องสอบวาดรูปดรออิ้งกันจะเป็นจะตายขนาดนี้ด้วย
แค่วาดเส้นอย่างเดียว ค่าคะแนนมากกว่าวิชาสามัญทุกวิชารวมกันเสียอีก
ไม่สงสัยก็จะพูดต่ออยู่ดี

เรื่องการวาดเส้นนั้น อาจารย์คนออกข้อสอบให้คำอธิบายว่า
1.กระบวนการขั้นต้นที่สุดที่มนุษย์จะแปรสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเป็นงานออกแบบ
ก็คือการวาดออกมา และกระบวนการออกแบบจริงๆก็คือการประสาน
ระหว่างสิ่งที่อยู่ในหัวกับมือของเราอย่างสัมพันธ์กันออกมาเป็นงาน
สิ่งที่ฝึกกระบวนการนี้ได้ดีที่สุดคือการวาดเส้น เราจะต้องฝนเอียงเฉียงทู่ท่าไหน
เอียงมือยังไง จึงจะแทนค่าสิ่งที่เรามองเห็นปรากฎออกมาเป็นภาพได้
2.การวาดเส้นคือการฝึกการมอง เราจำเป็นต้องมองรูปทรงให้ออก ว่ามันกลม เหลี่ยม
เอียงเฉียง เบี้ยวสักกี่องศามากน้อยแล้วแปรให้มันเกิดเป็นภาพตามนั้นได้อย่างไร
เราจำเป็นต้องมองน้ำหนักให้ออก แล้วแทนค่ามันด้วยน้ำหนักมือแบบต่างๆของเรา
น้ำหนักที่ซ่อนอยู่อย่างลึกลับ อย่างน้ำหนักขาวในขาว ดำในดำ เป็นการยากที่เราจะเข้าใจมัน
หากไม่ได้ลองเขียนตาม หรือหากดูเข้าใจ ก็ไม่สามารเอาออกมาได้
นึกออกเท่านี้ เดี๋ยวป้าแป้งจะมาเพิ่มเติมให้กระจ่างกว่านี้ครับ
อยากจะแถมเรื่อง คอมพิวเตอร์กับมือ มันเกี่ยวกับประเด็นนี้อยู่เอาการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มักจะได้ยินว่า สถาบันที่ตูเรียนมานี่แอนตี้งานคอม ซึ่งไม่จริง
มีคนบอกไว้ว่า ถ้าหาคำกล่าวที่ดีกว่าไม่ได้ ก็จงโควตเค้ามา ท่าจะจริงแฮะ

งั้นยกคำ อ.อนุทิน มาตอบเลยละกัน เพราะแหงเลยว่าไม่มีปัญญาอธิบายได้ดีกว่านี้
พอมองกลับไปจากตรงนี้ ผมจึงเข้าใจว่าผมยืนอยู่บนตะเข็บระหว่างนักออกแบบรุ่นก่อนคอมพิวเตอร์เข้ามาตั้งบนโต๊ะในบริษัทออกแบบ กับรุ่นที่เข้ามาเรียนการออกแบบพร้อมๆ กับคอมพิวเตอร์ กอปรกับการที่ปัจจุบัน ผมได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งขลุกอยู่ในแวดวงการศึกษาการออกแบบ จึงได้เห็นว่าคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ให้ประโยชน์ในสองแง่ มุมแรกคือ สำหรับออกแบบอาชีพหรือนักศึกษาที่มีความสามารถสูง คอมพิวเตอร์ก็จะเหมือนอาหารเสริมให้งานออกมาดียิ่งขึ้น หรือถ้าใครปรับตนเองเข้ากับวิถีปฏิบัติของเทคโนโลยีได้ก็จะยิ่งทำให้ได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ มากมาย
ขณะเดียวกันในมุมที่สอง ที่ผู้ใช้มีทักษะทางการออกแบบค่อนข้างน้อยแต่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ดี คอมพิวเตอร์จะถูกใช้เป็นตัวปกปิดอาการด้อยสมรรถภาพทางการออกแบบ แถมเจ้าคอมพิวเตอร์เองก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ก่อให้เกิดความตกต่ำทางด้านความประณีต และทักษะการออกแบบของนักศึกษาที่สัมพันธ์กับมือ เช่น การผลิตชุดงานตัวอย่าง ลากไปถึงการเลือกใช้ และคำนึงถึงพื้นผิววัสดุ
คุณพงศ์ธรยกตัวอย่างเปรียบเปรยไว้ได้น่าสนใจดีจริงๆ เขาบอกว่า "การเข้าใจงานออกแบบมันก็เหมือนการหัดขี่จักรยานสองล้อ ถ้ามันขี่ได้แล้วมันก็จะไม่ลืม" ผมเลยเกิดความคิดต่อว่า พวกที่ขี่จักยานสองล้อแบบมีสองล้อเล็กๆ ช่วยพยุง แล้วไม่สามารถขี่สองล้อได้เองเสียที ก็คงเป็นคนที่ยังไม่เข้าใจงานออกแบบเสียทีเดียวกระมัง แล้วสองล้อเล็กๆ ที่ใช้พยุง นัยหนึ่งมันก็อาจจะเปรียบถึงคอมพิวเตอร์ที่ช่วยผลิตวัฒนธรรม 3D
ผมเองไม่เคยนับว่า “คนที่ใช้โปรแกรมออกแบบบนคอมพิวเตอร์ได้” เป็น “นักออกแบบ” เพราะสิ่งที่แยกนักออกแบบกับคนใช้คอมพิวเตอร์ ก็คือทักษะและวิธีคิดของการออกแบบ ไม่ใช่ทักษะการใช้โปรแกรม แต่อย่าพยายามมาตีความว่าใครเหนือกว่าใครให้เสียเวลา เพราะมันคงไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้เอาเวลาไปสังเกตุวัฒนธรรม 3D ที่ล้อมรอบเราอย่างไม่รู้ตัว ทำความเข้าใจกับมัน แล้วหาคำตอบให้ตัวเองน่าจะมีประโยชน์อักโขกว่า
การก้าวตามเทคโนโลยีให้ทันนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคปัจจุบัน แต่การรู้ให้เท่าทันเทคโนโลยีแล้วสามารถควบคุมมันได้นั้นยิ่งสำคัญกว่า
ตอบคำถามเรื่องเรียนออกแบบทำไมต้องสอบวาดเส้นด้วยประการฉะนี้เอย