คุณจีระนันท์เสริมว่า แน่ล่ะเรื่องสื่อไม่ควรยั่วยุเด็ก อย่างเหตุการณ์เด็กเกาหลีนั่น
สื่ออาจมีผลก็ได้ มันอาจมีเด็กหนึ่งในร้อยล้านที่ลุกขึ้นมาทำแบบนั้น
หลังจากได้ดูฉากยิงกันในหนัง แต่เรายินดีเอาเสรีภาพของเราไปแลกกับ
"ความปลอดภัยสัมบูรณ์" ขนาดนั้นหรือ?
หรือเราต้องออกกฎเพื่อจำกัดประเด็นในการทำงานสร้างสรรค์ศิลปะไปเลยไหม
ว่าอย่างไหนทำได้ อย่างไหนทำไม่ได้ จะได้ไม่ต้องมานั่งถามกัน ขีดกรอบให้ศิลปินไปเลย
พวกประติมากรรมในศิลปากร ต้องเอาอะไรไปแปะตรงหัวนมไว้ให้หมด
เราเคยนั่งหัวเราะเยาะประเทศนั้นประเทศนี้ที่ดูงี่เง่าเซ็นเซ่อกัน แต่มันกำลัง
เกิดขึ้นกับเรา ขำออกกันไหม เรานี่แหละคือประเทศด้อยพัฒนาของแท้เลย
พี่ป๊อดพระเจ้าของเด็กแนว ซึ่งมางานนี้ด้วยใจ (ประมาณว่าขอมาพูดด้วย ทนไม่ไหว)
ก็พูดในแง่มุมของคนส้รางสรรค์ศิลปะว่า ภาพยนต์คือสิ่งสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์
ในมิติต่างๆ "พระและหมอ คือมนุษย์" แต่เอาล่ะ แม้ว่าสามแสนสถาบันอะไรนั่นไม่พึงพอใจ
แต่ศิลปะแต่ละชิ้น มันควรจะมี"ที่ทาง"ให้แสดงออกของมัน การปิดโอกาสไปเลยแบบนี้
มันอุกอาจ และสมควรได้รับการเปลี่ยนแปลง เหมือนตอนเด็ก ที่พี่แกโดนครูมาตัดผม
ที่ห้องสอบ "เฮ้ย ขอกูคิดเองสักหน่อยได้ไหม มันเป็นการขอที่มากไปหรือเปล่า"
หรือเราถูกสอนให้ยอมๆๆๆๆๆ แล้วก็ยอมจนชาชินไปแล้ว
ส่วนสิ่งที่พี่แกต้องการก็แค่ "ที่ทาง" ของศิลปะ ขอแค่ที่ทางที่เหมาะสม
ไม่ได้หวังว่ารัฐบาลจะมาใส่ใจหรือประชาชนทั่วไปจะมาร่วมผลักดันอะไร
เพราะสำหรับการเมือง ศิลปะมันเป็นเรื่องซับซ้อนเกินไปสำหรับเขา
จึงขอแค่ให้โอกาสและที่ทางให้ศิลปินได้นำเสนอสิ่งที่เขาสร้างสรรค์
หลังจากนั้นก็มีแขกในห้องส่ง (ส่งไปไหนวะ)ร่วมแสดงความคิดเห็น
มีคุณพี่นั่งแถวหน้าท่านหนึ่ง ผมเข้าใจว่าเป็นนักต่อสู้หรืออะไรทำนองนั้น
เพราะการพูดจา ความคิดลุ่มลึก ครอบคลุมประเด็นแจ่มแจ๋วเสียจนผมเข้าใจว่า
น่าจะมีชื่อเป็นที่รู้จักแน่ๆ ท่านเสนอว่าต้องฟ้อง เพื่อให้เกิดเป็นคดี
ฟ้องว่า บัญญัติที่ถูกตราไว้ตั้งแต่ปี 2473 ตั้งแต่ประเทศยังไม่เปลี่ยนแปลงการปกครอง
มาเป็นระบอบประชาธิปไตยนี่ขัดกับรัฐธรรมนูญไหม?
เพื่อที่จะนำไปสู่การเป็นประเด็นสาธารณะ ไหนๆคุณเจ้ยก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว
อยากให้กรณีนี้ไปถึงที่สุด เพราะไม่มีใครเคยนำมันไปถึงที่สุดสักที
เพื่อจะได้ทลายกำแพงให้ล้มลงเสียที!
เสรีภาพของพวกเราคงไม่ได้มาง่ายๆ และคงไม่มีใครมาประทานให้
อยากให้เรื่องนี้มีผลมากกว่าแค่การมานั่งบ่นกัน, เราจะบ่นกันไปถึงไหน(ผมว่าคำถามนี้น่าส่งต่อไปสู่ผู้คนในโลกไซเบอร์ได้) เราไม่ยอมให้คุณมาใช้
กฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญนี้
ที่เขาจำกัดเราแบบนี้ เค้าอยากให้เราเป็นเด็กตลอดไป
อยากให้เราโง่ต่อไป เพื่อที่จะได้ควบคุมง่ายๆ
ครั้งนี้ "พอกันที"!
แต่
พี่ปรัชก็ย้ำให้ชัดว่า ที่เราต่อสู้กันเนี่ยไม่ได้ต่อสู้เพื่อจะได้พูดคำหยาบ
ไม่ได้สู้เพื่อจะได้ใส่ฉากโป๊ลงในหนังอีก แต่เราสู้เพื่อหลักประกัน
สำหรับอิสระภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน
แล้วหลังจากนั้น ผู้ชมท่านอื่นๆก็แสดงความคิดเห็น
หนึ่งในผู้ชมนั้นก็มีคุณมานพ อุดมเดช(ผู้กำกับหนัง)ด้วยนั่งพนักเก้าอี้ดูอยู่
ที่นั่งมันเต็ม ส่วนคนที่นั่งเก้าอี้ตัวนั้นคือ คุณอังเคิ่ล ผู้กำกับใหญ่อีกท่านหนึ่ง
(แต่สงสัยเดี๋ยวนี้คนจะรู้จักเพราะบทตำรวจคู่ในหนังยุทธเลิศล่ะมั้ง)
ที่แกบอกว่า คุยกันอีกกี่ชาติกับเซ็นเซ่อก็ไม่มีวันรู้เรื่องหรอก
แกโดนประจำ ขนคนไปอธิบายเป็นรถบรรทุก มันก็ไม่รู้เรื่องกัน
พร้อมกับเล่าประสบการณ์ทำนองนี้ด้วยลีลาชวนขำของแก
เรียกว่าแฉแหลก แต่เรื่องที่แฉนี่คงต้องขำทั้งน้ำตา
ในกลุ่ม"ผู้ชม"นี่ยังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่ได้เอ่ยนามนะครับ
จะว่าไปก็มากันครบแหละ คนที่ควรจะได้เห็นหน้า
ไม่ว่าจะเป็น คุณโดม สุขวงศ์-หอภาพยนต์แห่งชาติ, อ.กิตติศักดิ์ สุวรรโภคิน
นักวิจารณ์ภาพยนต์ชั้นครู(ที่ผมถึงกับแอบกรี้ดในใจตอนแกเดินมายืนอยู่ไกล้ๆ)
ทีมไบโอสโคปอย่างคุณสุภาพ คุณธิดา คุณธัญสก(อ่านว่าทัน-สะกะ
ที่มาโพสนี่แหละ เฮียแกเป็นนักทำหนังสั้นชื่อดัง)กลุ่มไทยอินดี้ กลุ่มไทยช็อร์ตฟิล์ม
พิง ลำพระเพิงใส่เสื้อกล้ามกางเกงวอร์มมา,ลี ชาตะเมธีกุล
(นักตัดต่อชื่อดัง ที่หล่อกว่าพระเอกหนังทุกเรื่องที่แกตัดซะอีก)
ผู้กำกับอีกเป็นโหลที่ผมลิ้งค์ชื่อกับหน้าไม่ได้ ฯลฯ
เอาเป็นว่า ควรจะได้เห็นหน้าใคร ก็มาให้เห็นครบ
รวมกันถ่ายรูป ให้สัมภาษณ์สื่อต่อข้างนอก แล้วก็คงแยกย้ายกันไปบ้านใครบ้านมัน
แต่ไม่รู้ว่าไอ้ที่สัมภาษณ์ๆกันจะมีเวลาออกไปไหม เห็นติดข่าวบอล-นาตาลี
ฟังจนจบ เรามีข้อสรุปส่วนตัวดังนี้
สำหรับเขา
1.ยกเลิกกฎหมายเซ็นเซ่อ โบร่ำโบราณ(ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองซะอีกนะ)
สร้างมาตรฐานใหม่ อาจเป็นการจัดเรทก็ได้
2.ฆ่าศิลปินที่มีอยู่ในประเทศนี้ทิ้งให้หมด
สำหรับเรา
1.สู้เพื่อทลายกำแพงแห่งการสร้างสรรค์นี้
2.ย้ายประเทศ จบแล้วครับ เมื่อยมือชิบ
