หน้า: 1 ... 16 17 18 19 20 21 22 [23] 24 25 26 27 28 29 30 ... 43
 
ผู้เขียน กระจู๋: ถอดเพลง  (อ่าน 397128 ครั้ง)
0 สาวก และ 2 ขาจร กำลังดูกระจู๋นี้
นูเมทัลจบไปแล้วครับ หน้ามึน Limp ได้ข่าวจะออกชุดใหม่ๆ ก็หายไปเลย slipknot ชุดใหม่ก็ยังเงียบๆ
 
อีโมก็เริ่มดับไปแล้ว ช่วงที่อีโมดังมากๆ คนที่ฟังแนวนี้น่าจะรู้จัก deftone เป็นวงที่ประกาศตัวว่าเป็นวงอีโมต้นฉบับ และหลังจากนั้นก็จะมีที่ดังๆก็ story of the year ซึ่งออกชุดใหม่มาก็จบเห่ไปแล้ว
ช่วงนั้นผมนั่งฟังวงอีโมใน www.purevolume.com เบื่อเข้าขั้นเอียน อี๋~ คือจะมีแต่ลูกริฟเดิมๆวนๆ มีบ้างที่เอาสกา เร็กเก้มาผสม กร๊าก
แต่ก็เป็นแนวที่น่าเบื่อมากๆ เลยคุยกับเพื่อนว่ามันจะตันแค่นี้เหรอ

ตอนนั้นหันกลับมาฟัง bossa แบบจริงจังเลยคับ กร๊าก

แล้วกระแสก็เริ่มเปลี่ยนไปทางเมทัลหนักๆ และเริ่มโดดเด่นในกระแส punk emo disco ที่ดังเปรี้ยงป้างก็คงเป็น panic at disco และตามมาด้วย fall out boy
ตอนนี้ก็เริ่มมาทางสครีโมเยอะ เรทโทรสเป็ก เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แว็นมีกำลังซื้อเยอะมาก กร๊าก

แต่มันก็เป็นแค่กระแสที่มาและเดี๋ยวก็หายไป ฮิ้ววว

ถ้าเอาเข้าจริงๆ ดนตรีฮาร์ดร็อคหรือกรั้นจ์ร็อคเก่าๆมันก็ยังมีเสน่ห์ และฟังได้เรื่อยๆนะครับ และวงที่ว่าๆไป บางวงก็เริ่มย้อนกลับมาสู่แนวนี้กันบ้างแล้ว (แบบ panic at disco ชุดใหม่นี้ ยังกะบีทเทิ้ล กร๊าก)
บันทึกการเข้า

อ๊ะอา อู๋ มาฟังบอสซ่ากันมามะ  เกย์ออก
เดี๋ยวนี้คนหันมาฟังบอสซ่ากันเยอะนะ หลังจากที่เร้กเก้ สกา มันโด่งดังในประเทศไทย
บอสซ่าจึงเป็นทางเลือกเบาๆ น่ารักๆ สำหรับคนตรีอันแตกสายมาจากละติน

ผมก็ฟังบอสซ่ามาพอสมควร แต่ไม่ได้ศึกษามันอย่างลึกซึ้งนัก (ที่จริงก็ไม่ลึกซักสายแหละ  กร๊าก)
แต่เดิมได้รับอืทธิพลแจ๊ซมาจากพี่ชายคนนึง ก็เลยมาถึงสายละตินด้วย
แต่ทว่า เอาบอสซ่าสายแท้ๆ มาแปลคงยาก เพราะมันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ  กร๊าก
คือ ตั้งแต่ สแตนซ์ เก็ทส์ จาว จิวแบร์โต้ และ อันโตนิโอ คาร์ลอส โจบิม ได้ร่วมกันสร้างแนวทางนี้
(จะว่าสร้างก็ไม่เชิง แต่พวกเขาทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างและทำให้คนรู้จัก)
คนทั้งโลกก็เริ่มได้ฟัง The Girl from Ipanema และหลงรักเพลงนี้ ทั้งที่เวอร์ชั่นแรกเป็นภาษาโปรตุเกส
(เสียงร้องของเอสตาร์ด จิวแบร์โต้ บอสซ่าตัวแม่)

ถ้าอู๋ชอบแนวนี้เดี๋ยวว่ากันหลังไมค์ มีอยู่พอควร
เชื่อว่าเดี๋ยวอู๋ก็ต้องหันมาฟังแจ๊ซแน่ๆ แล้วก็จะเริ่มแก่  กร๊าก กร๊าก กร๊าก


ป.ล. เพลงแจ๊สเหมาะกับการกินเหล้ามาก อ้อ ตอนจู๋จี๋โจ๊ะพรึมๆ กันอีกอย่าง  เจ๋ง
ป.อ. เพลงบอสซ่านี่ต้องเบียร์ยามบ่ายริมทะเล  :หิว:
บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>
เอาให้ฟ้าเลยพี่ ตัวดีเลยชอบฟังแจ็ซกะบอสซ่า กร๊าก
บันทึกการเข้า

ผมฟังแจ๊ซอยู่บ้าง แต่ฟังรุ่นๆจอห์น โคลเทรน, ไมลส์ เดวิส
หรือแนท คิง โคล อะไรพวกนั้น
อัลบั้ม เลิฟ สุพรีม ของโคลเทรน
ผมว่าเป็นอัลบั้มเพลงที่มหัศจรรย์ที่สุดอัลบั้มนึงของโลกเลย
รู้สึกเหมือนทุกเสียงที่เราฟัง มันมีชีวิตของมันเอง
เป็นอิสระแก่กัน ฟังแล้วรู้สึกตัวเองกำลังลอย กำลังหยั่งเท้าอยู่ในความว่างเปล่า

แล้วที่สำคัญเพลงมันทำกันตั้งแต่ 40-60 ปีมาแล้ว
ฟังที่เสียงอัดมันเก่าๆ ไมโครโฟนบางทีแตกๆ
มันก็จะอัดมาเท่าที่เทคโนโลยีตอนนั้นจะเอื้อ ฟังแล้วรู้สึกถึงวิญญาน
ของคนเป่า ของคนดีด ของคนตี ครบเลย เหมือนเขามานั่งเล่นให้ฟังต่อหน้า




บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM

ป.ล. เพลงแจ๊สเหมาะกับการกินเหล้ามาก อ้อ ตอนจู๋จี๋โจ๊ะพรึมๆ กันอีกอย่าง  เจ๋ง
ป.อ. เพลงบอสซ่านี่ต้องเบียร์ยามบ่ายริมทะเล  :หิว:


เอาให้ฟ้าเลยพี่ ตัวดีเลยชอบฟังแจ็ซกะบอสซ่า กร๊าก

ไม่แปลกใจเลย  กร๊าก


แจ๊ซรุ่นคลาสสิคพี่ฟังลุงหลุยส์ อาร์มสตรอง (a.k.a. Mr.Jazz) เป็นขวัญใจ
คนห่าอะไรไม่รู้เสียงเหี้ยมากแต่ร้องเพลงเพราะชิบหาย
แต่โคลเทรน กับ เดวิส ก็ชอบนะ ไม่รู้ว่าโคตรพ่อโคตรแม่ไปทำอะไรให้คนพวกนี้เกิดมาเล่นดนตรี
(สำหรับชื่อที่พี่กล่าวมาพร้อมคำหยาบเหล่านี้ เรียกได้ว่าบรมครูแห่งวงการเลยนะ)

แล้วในขณะที่มาสเตอร์ของเก้อ ท่านใช้แซกโซโฟน ลุงหลุยแกใช้ทรัมเป็ต
ถ้าเก้อชอบความดิบอันหมายถึงความไม่ปรุงแต่งของอารมณ์ละก็
ลุงหลุยส์นี่เก้อน่าจะชอบเลยนะ เสียงแตกพร่า กับเครื่องดนตรีทะลึ่งบ้อง
เวลาเหงา เหงาจับใจ เวลาสนุกนี่เข้าขั้นห่ามเลยนะ

อาจเป็นเพราะแจ๊สมีความดิบทางอารมณ์อยู่สูง จังหวะที่ลื่นไหลได้มากกว่า
แล้วยิ่งบางคนที่ผสมผสานเครื่องเป่า ที่กำหนดด้วย"ลมหายใจ"
ทำให้เพลงแจ๊สมันฟังดูจริงใจ และ เข้าถึงอารมณ์ได้ดี
เหมาะกับบรรยากาศที่เปิดใจ
ถึงได้บอกว่ามันเหมาะกับการกินเหล้า และ โจ๊ะพรึมๆ (แต่อย่างหลังอย่าทะลึ่งเปิดแจ๊สเร็วๆ นะ)
(นี่วิจารณญาณส่วนบุคคลนะจ๊ะ กรุณาแนะนำบุตรหลานก่อน)
บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>

Where'd you go?
I miss you so,
Seems like it's been forever,
That you've been gone.

เธอไปอยู่ที่ไหนกันนะ
ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน
เหมือนนานแสนนาน
ตั้งแต่ที่วันเธอเดินจากไป


She said "Some days I feel like shit,
Some days I wanna quit, and just be normal for a bit,"
I don't understand why you have to always be gone,
I get along but the trips always feel so long,
And, I find myself tryna stay by the phone,
'Cause your voice always helps me when I feel so alone,
But I feel like an idiot, workin' my day around the call,
But when I pick up I don't have much to say,
So, I want you to know it's a little fucked up,
That I'm stuck here waitin', at times debatin',
Tellin' you that I've had it with you and your career,
Me and the rest of the family here singing "Where'd you go?"

เธอบอกว่า
" วันหนึ่งเธอจะรู้สึกแย่, วันหนึ่งเธอจะทนไม่ได้ และอยากมาเป็นมนุษย์ปกติกับเขาซักที "
ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเราจะต้องห่างไกลกันบ่อยๆ
ฉันอยากเดินไปพร้อมกับเธอ แต่ทำไมเส้นทางมันช่างแสนไกลอย่างนี้
และ ฉันก็รู้สึกตัวว่าพยายามอยู่ใกล้ๆ โทรศัพท์อยู่เสมอ
เพราะเสียงของเธอนั่นแหละที่ทำให้ฉันอบอุ่นเมื่อต้องอยู่คนเดียว
แต่ฉันก็รู้สึกงี่เง่าเหลือเกินที่ต้องรอโทรศัพท์เธอตลอดเวลา
แล้วพอเธอโทรมาฉนก็ดันไม่มีเรื่องจะพูดจะคุยกับเธอซะอีก
จริงๆ แล้วฉันอากให้เธอรู้ว่ามันเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดไม่น้อย
ที่ฉันคนนี้เฝ้ารอเธอโทรมาเพียงเพื่อจะได้มาโต้เถียงกัน
พุดคุยเรื่องราวของฉันและเธอ
ฉันและครอบครัวต่างร้องเพลงรอเธอ


I miss you so,
Seems like it's been forever,
That you've been gone.
Where'd you go?
I miss you so,
Seems like it's been forever,
That you've been gone,
Please come back home...

เธอไปอยู่ที่ไหนกันนะ
ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน
เหมือนนานแสนนาน
ตั้งแต่ที่วันเธอเดินจากไป
เธอไปอยู่ที่ไหนกันนะ
ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน
เหมือนนานแสนนาน
ตั้งแต่ที่วันเธอเดินจากไป
กลับมาที่บ้านเราเถอะ...


You know the place where you used to live,
Used to barbeque up burgers and ribs,
Used to have a little party every Hallowe'en with candy by the pile,
But now, you only stop by every once in a while,
Shit, I find myself just fillin' my time,
Anything to keep the thought of you from my mind,
I'm doin' fine, I plan to keep it that way,
You can call me if you find you have somethin' to say,
And I'll tell you, I want you to know it's a little fucked up,
That I'm stuck here waitin', at times debatin',
Tellin' you that I've had it with you and your career,
Me and the rest of the family here singing "Where'd you go?"

เธอรู้จักที่ๆ เธอเคยพักอยู่แห่งนี้
เคยย่างแฮมเบอร์เกอร์และซี่โครงกินกัน
เคยสนุกสนานร่วมกันที่วันฮาโลวีนทุกๆ ปีกับกองลูกกวาด
แต่ตอนนี้ เธอกลับหายไปในทุๆ ช่วงเวลา
ให้ตายซิ! ฉันกำลังพยายามเติมเวลาที่ขาดหายไป
ทำทุกๆ สิ่งเพียงเพื่อเก็บเธอไว้ในหัวใจ
ฉันสบายดี และจะเก็บมันไว้อย่างนี้แหละ
โทรหาฉันได้นะ ถ้าอยากพุดคุยอะไรกับฉัน
และฉันจะบอกเธอว่า มันเป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดไม่น้อย
ที่ฉันรอคอยเธอมาตลอด เพียงเพื่อจะได้ถกเถียงพูดคุยกัน
บอกเล่าทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับฉันและเธอ
ฉันและครอบครัวยังรอเธออยู่นะ


I miss you so,
Seems like it's been forever,
That you've been gone.
Where'd you go?
I miss you so,
Seems like it's been forever,
That you've been gone,
Please come back home...

เธอไปอยู่ที่ไหนกันนะ
ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน
เหมือนนานแสนนาน
ตั้งแต่ที่วันเธอเดินจากไป
เธอไปอยู่ที่ไหนกันนะ
ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน
เหมือนนานแสนนาน
ตั้งแต่ที่วันเธอเดินจากไป
กลับมาที่บ้านเราเถอะ...


I want you to know it's a little fucked up,
That I'm stuck here waitin', no longer debatin',
Tired of sittin' and hatin' and makin' these excuses,
For while you're not around, and feeling so useless,
It seems one thing has been true all along,
You don't really know what you got 'til it's gone,
I guess I've had it with you and your career,
When you come back I won't be here and you'll can sing it...

แค่เพียงอยากให้เธอรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดไม่น้อย
ที่ฉันยังคงรอคอยเธออยู่ตรงนี้ ไม่มีการพูดคุยกันอีกต่อไป
เหนื่อยล้ากับการเฝ้ารอ, โทษตัวเอง และสำนึกผิดอย่างนี้
ตั้งแต่ไม่มีเธอเคียงใกล้ ฉันก็ไม่รู้จะอยุ่ไปทำไม
อย่างที่คนบางคนเคยบอกเอาไว้
เราจะเห็นค่าอะไรบางอย่างก็ต่อเมื่อเราไม่มีสิ่งนั้นอีกต่อไป
ฉันคิดว่าฉันได้พบมันแล้วและสิ่งนั้นคือเธอ
ถ้าเธอกลับมาแล้วไม่เจอฉัน หวังว่าเธอคงจะร้องเพลงนี้


Where'd you go?
I miss you so,
Seems like it's been forever,
That you've been gone.
Where'd you go?
I miss you so,
Seems like it's been forever,
That you've been gone,
Please come back home...
Please come back home...
Please come back home...
Please come back home...
Please come back home...

เธอไปอยู่ที่ไหนกันนะ
ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน
เหมือนนานแสนนาน
ตั้งแต่ที่วันเธอเดินจากไป
เธอไปอยู่ที่ไหนกันนะ
ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน
เหมือนนานแสนนาน
ตั้งแต่ที่วันเธอเดินจากไป
กลับมาที่บ้านเราเถอะ...
...
...
กลับมาหาฉันเถอะ...



----------------------------------------------------

เพลงนี้มีจุดขายอยู่ที่เอาเสียงใสกิ๊งมาร่วมกับแร็บได้อย่างกลมกลืน
ฟังแล้วสบายหู และท่อนฮุคที่ติดปาก
เนื้อเพลงเหมือนการรำพึงรำพันขยายท่อนฮุคสุดฮิตอีกที
แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเพลงฟังสบายๆ
บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
+ เอ

จะหาเพลงนี้มาฟัง หาไม่เจอแล้ว สงสัยอยู่ในคอมพ์ที่เสียแน่เลย..  ใช่ซี้~
บันทึกการเข้า

แปลไม่ค่อยเก่งอ่ะครับ ฮือๆ~

แบบว่าเป็นคนฟังเพลงที่ดนตรีง่ะ เศร้า

มันก็มาพร้อมกันนะครับ มันร้องมา
เราจะไม่ฟังได้ไง ก็ต้องฟังๆไปพร้อมๆกัน ดนตรี ร้อง

จริงๆก็ไม่เคยคิดน่ะนะ ว่าเราฟังเพลงด้วยความรู้สึก
หรือวิธีการแบบไหน ก็ได้แต่ฟังๆไป แต่ถ้าจะลองหาคำอธิบาย
เหมือนที่กันย์อธิบายว่าเป็นคนฟังเพลงที่ดนตรี ก็คิดว่าเราคงฟังเพลง
เหมือนกะว่า มันคือการสื่อสารของศิลปิน ศิลปินบางคน
สื่อสารออกมาทางภาพเขียน บางคนก็วรรณกรรม
นักดนตรี ก็สื่อออกมาทางเพลง โลกของเขา มุมมองของพวกเขา
เรื่องราว ความเจ็บปวด ทุกข์สุข ของพวกเขา พวกเขาส่งผ่านมาทาง
เสียงกีตาร์ กลอง เสียงอื้ออึงเครื่องทดลองทั้งหลาย รวมไปถึงเสียงร้อง
และสิ่งที่พวกเขาร้องออกมา จะว่าไปยังไม่หมด มันรวมไปถึง
การแต่งตัว การแสดงสด สิ่งที่พวกเขาทำบนเวที หน้าปก
กราฟิก เออ ประวัติชีวีตของพวกเขา ก็ทุกอย่างนั่นแหละ
ผมต้องการจะ"เข้าใจ"สิ่งที่พวกเขาสื่อสารออกมา เพราะสิ่งนี้มันแสดงว่า
สิ่งที่พวกเขาทำ มันไม่ใช่แค่มาทำเพลงแล้วก็กลับบ้านนอน
ถ้าหากดนตรีของพวกเขามีอะไรซ่อนอยู่ ก็แสดงว่าในชีวิตของเขา
ก็ต้องมีอะไรน่าสนใจ หรือในความคิดของเขา ก็ต้องมีอะไรอยู่

นักดนตรีคือคนที่เล่นดนตรี ศิลปิน คือ คนที่สร้างงานศิลปะ
ศิลปินด้านดนตรี คือคนที่ถ่ายทอดศิลปะผ่านดนตรี

เท่าที่สังเกตตัวเอง บางเพลงที่ผมฟังว่าเพราะ
แต่ถ้าหากมันไม่มีอะไรอยู่ข้างหลัง ไม่มีเรื่องเล่า ที่มาที่ไป
หรือแรงบันดาลใจอะไรที่แฝงอยู่ ผมก็มักจะหลงลืมมันไป
ก็อย่างว่า ในปริมาณเพลงที่ฟังมากเข้า มันก็ต้องลืมกันบ้าง
ที่เราเลือกจะจำ ก็ต้องมีอะไรมากกว่าความเพราะนั่นแหละ
มันต้องมีเรื่องสักอย่างให้จำด้วย

บางเพลง ถึงจะไม่มีอะไรแบบนั้น
แต่เรื่องเล่าอันมีมิติและกระทบความรู้สึก
มันก็บรรจุอยู่ในเพลงเรียบร้อย ก็นับเข้าข่ายพวกนี้เช่นกัน
จริงๆถือเป็นส่วนมากเลยดีกว่า

เลยคิดเอาเองว่า เพลงที่เพราะมันมี 2 ขั้น
คือเพลงที่เพราะ กับเพลงที่มีความหมาย
และโลกก็พิสูจน์แล้วว่า อย่างหลังจะคงอยู่ยาวนานมากว่า

แล้วเรื่องผลประโยชน์ที่ได้นี่ สำหรับวิชาภาษาอังกฤษ
คิดว่าได้จากการฟังเพลงแทบจะ 100 เปอร์เซ็นต์เลยน่ะครับ
เนื่องจากไม่เคยเรียนพิเศษ ไม่ใช่คนตั้งใจเรียน(หมายถึงก็ตั้งใจฟัง
แต่ส่งงานบ้าง ไม่ส่งบ้าง) ไม่มีภาพลักษณ์ของคนตั้งใจเรียน
ในสายตาครูภาษาอังกฤษหรือครูคนไหนเลย แต่ก็ได้เกรดดีมาตลอด

ที่ปัญญาอ่อนกว่านั้นคือ บรรดาหลักการปรัชญาตะบักตะบวยในหัวผม
ตลอด 19 ปีที่ผ่านมา ก็มาจากเพลงพวกนี้เป็นส่วนใหญ่นี่ล่ะ กร๊าก





บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
ตอบกันย์แล้ว
เบิ้ลตอบลุงร่ม

ไม่แปลกใจเลย  กร๊าก


แจ๊ซรุ่นคลาสสิคพี่ฟังลุงหลุยส์ อาร์มสตรอง (a.k.a. Mr.Jazz) เป็นขวัญใจ
คนห่าอะไรไม่รู้เสียงเหี้ยมากแต่ร้องเพลงเพราะชิบหาย
แต่โคลเทรน กับ เดวิส ก็ชอบนะ ไม่รู้ว่าโคตรพ่อโคตรแม่ไปทำอะไรให้คนพวกนี้เกิดมาเล่นดนตรี
(สำหรับชื่อที่พี่กล่าวมาพร้อมคำหยาบเหล่านี้ เรียกได้ว่าบรมครูแห่งวงการเลยนะ)

แล้วในขณะที่มาสเตอร์ของเก้อ ท่านใช้แซกโซโฟน ลุงหลุยแกใช้ทรัมเป็ต
ถ้าเก้อชอบความดิบอันหมายถึงความไม่ปรุงแต่งของอารมณ์ละก็
ลุงหลุยส์นี่เก้อน่าจะชอบเลยนะ เสียงแตกพร่า กับเครื่องดนตรีทะลึ่งบ้อง
เวลาเหงา เหงาจับใจ เวลาสนุกนี่เข้าขั้นห่ามเลยนะ


อ๋อ ที่มาสเตอร์ของพี่ร่ม ไม่ติดในลิสต์ผม
เหตุผลง่ายๆเลยครับ ผมไม่ค่อยถูกกับเสียงเป่าทำเป็ด
ทีแรกกะจะตอบกวนว่า เพราะแกดังเกิน หมั่นไส้
ก็คิดได้ว่าแนท คิง โคล ก็ดังไม่น้อยหน้ากันนี่นา กร๊าก


บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
พี่อาจจะแนวเดียวกับกันย์
แต่ไม่แน่ใจว่าเหมือนกันรึเปล่านะ
เมื่อก่อนฟังแบบเอาความอย่างที่เก้ออธิบายความมา

แต่เดี๋ยวนี้พี่ไม่สนใจคำร้อง
ไม่สนใจความหมาย ไม่สนใจชีวิตของศิลปิน
สำหรับพี่ หลายเพลงติดตรึงใจได้
โดยไม่ต้องมีถ้อยคำสื่อความหมายใด ๆ
ชอบปล่อยให้ดนตรี และท่วงทำนอง
ทำหน้าที่เล่นกับความรู้สึกของตัวเอง
หลายเพลงพอไม่มีเนื้อร้องแล้ว
มันกลั่นความรู้สึกออกมาได้สุด..สำหรับพี่นะ

กรณีของพี่ ส่วนมากเป็นเพลงสากล
พี่ฟังไม่รู้เรื่องหมดทั้งเพลงหรอกว่าเค้าร้องว่าอะไร
คำร้องกับดนตรี มันจึงแยกชั้นกัน
ยิ่งถ้าไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่เค้าร้อง
ก็ไม่รู้เลยว่าเค้าร้องอะไรออกมาบ้าง
เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา จริงๆ

เพลงที่พี่รู้คำร้อง รู้ความหมาย เห็นความลึกซึ้ง
ก็กระทบความรู้สึกค่ะ แต่ยังไม่ใช่เพลงที่พี่จะจดจำได้ดี
เท่ากับเพลงที่มีดนตรี หรือท่วงทำนอง
ที่ให้ความรู้สึกบางอย่างที่กรีดลึกในใจพี่
ซึ่งบางเพลงไม่ได้สวยงาม เลิศเลอ สำหรับคนเสพงานศิลป์

พี่อาจเป็นคนไม่มีสุนทรียภาพ
หรืออาจจะหยาบกระด้าง ผิวเผินเอามากๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเข้าข่ายไหน


//เรื่องการฟังเพลง หาเนื้อร้อง พยายามแปล
ทำให้พัฒนาการทางภาษาดีขึ้นจริงค่ะ
แล้วพอเลิกสนใจ มันก็แย่ลง ไม่ลื่นเหมือนเดิมค่ะ
เรื่องจริง ประสบการณ์ตรง
บันทึกการเข้า

เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::
บางครั้งเพลงน้ำเน่าที่เราไม่เคยนึกชอบกลับเพราะขึ้นมาในบางอารมณ์
เพลงที่เราเคยฟังเพราะเมื่อครั้งหนึ่ง แล้วตามหามันมาตลอดชีวิต เมื่อเจอมันกลับไม่เพราะเสียแล้ว

เดธ เมธัลที่เคยฟังในเฮดโฟนดังจนแม่รำคาญ มาตอนนี้อย่าเปิดให้ฟังดีกว่า
โอเปร่าที่ตอนเด็กๆ รำคาญพ่อเปิด ตอนนี้เริ่มฟังมันบ้างแล้ว

บางครั้งเราฟังเพลงโดยไม่เคยสนใจว่ามันร้องว่าอะไร หรือจำมันแค่บางท่อน บางคำ
พอวันนึงเรามาตั้งใจแปลเนี้อเรารักมันมากขึ้น
เมื่อเราได้รู้ที่มาของมันเราร้องไห้
แต่บางครั้งเพลงที่เรารัก ก็เปลี่ยนไป เมื่อรู้เนื้อเพลงของมันจริงๆ หรือที่มาของมัน

เชื่อว่าการฟังเพลงก็มีจังหวะเหมือนกับเพลง ชีวิตของคนฟังก็เช่นเดียวกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 ก.พ. 2009, 01:58 น. โดย ร่มไทร a.k.a. ลุงเป็ด » บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>
อ่านแล้วซี้ด ใช่เลยครับ
ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตเราก้าวไปจริงๆ


บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
อ่านแล้วซี้ด ใช่เลยครับ
ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตเราก้าวไปจริงๆ


อ่านตรงนี้แล้ว
เห็นภาพเก้อเท่ๆ ยืนเต้นแต๋วแตกอย่างได้อารมณ์ อู้ย.. กร๊าก
บันทึกการเข้า

เราเป็นเช่นเราเชื่อ    :: tK ::    :: สีมา ::
งานเข้าไปวันนึง ประเด็นแตกเยอะมาก  กร๊าก

เรื่องฟังเพลงผมคล้ายพี่ติ๊กนะ ว่าผมก็ฟังไปเรื่อยๆ
ยกเว้นแค่ว่า เพลงไหนผมเหมือนจะรู้สึกสนใจ ก็จะเริ่มขุดลงไปตามเพลงนั้นๆ
บางที รากมันยาวจนเราสาวไปได้เรื่อยๆ จนเจอบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่ได้ตั้งใจจะเจอ
ผมไม่แปลเพลงทั้งหมด ผมไม่รู้ความหมายเพลงทั้งหมด และผมไม่ฟังเนื้อทั้งหมด
ยกเว้นเพลงที่ผมจะสนใจเป็นพิเศษจริงๆ

บางทีเนื้อเพลงก็สื่อถึงข้อคิดอะไรบางอย่าง ผ่านมุมมองของคนร้อง
ซึ่งมันก็เอามาปรับใช้กับเรื่องบางอย่างได้เยอะเหมือนกันครับ
และหลายครั้ง มันก็กล่อมให้ผมสงบลงกับเรื่องบางเรื่องได้อย่างประหลาดเหมือนกัน
เนื้อหาเหมือนกัน แต่ผ่านบทเพลงที่ซึบเข้าจิตใต้สำนึกง่ายกว่า ทำให้ผมเข้าใจกับมันมากกว่า

แต่ก็อย่างว่า ฟังเพลงเอามัน เอาจังหวะ เอาอารมณ์มันก็สนุกในแง่ของมันเหมือนกันนะ  กร๊าก
เพลงคือแนวทางการสื่อสารของคนทำเพลง เราชอบเราได้อะไรจากเพลงไม่ว่าจะแง่ไหนก็ตาม
ผมว่ามันก็จบแล้ว กับการสื่อสารอันนี้นะครับ  เจ๋ง

ตอนนี้ผมก็ติดแจ๊ส ติดบอสซา ตามอายุเหมือนลุงๆแถวนี้นั่นแหละ
แต่ว่า แนวทางการฟังเพลงผมก็ยังแตกออกเหมือนเดิม เหมือนสมัยเริ่มฟังเพลงใหม่ๆตอน ม.3
แต่จะเป็นการเริ่มลงทางลึกในสายต่างๆมากขึ้น มากกว่าการสะสมยอดแบบสมัยเมื่อก่อน
เมื่อก่อนผมฟังเพื่อให้รู้ว่าอะไรคืออะไร จะได้ไปคุยต่อยอดกันได้ แต่ก็รู้ผิวๆ
ปัจจุบันพยายามขุดลงให้มากขึ้น ในแต่ละวงแต่ละแนวที่คิดว่าน่าจะไปกันได้
ซึ่งก็เหมือนที่ลุงว่า เพลงมีจังหวะของมัน เหมือนกับ จังหวะชีวิตของคนเราจริงๆ
ในเพลย์ลิสท์ทุกวันของผม จึงมีตั้งแต่ ลุงหลุย อาร์มสตรอง ยัน พอล แวนไดค์ // แกรี่มัวร์ ยัน ออบิทูอารี่
เพลงบางเพลง ตอบโจทย์บางวันได้ลงตัวชนิดที่ฟังเพลงเดียวทั้งวันยังได้
เป็นเพลงที่ปลอบประโลมอารมณ์ได้จริงๆนะครับ

เรื่องของ Nu metal ผมเริ่มลุยกับ Hardcore มาในยุคของ Rage Against The Machine
และต่อด้วย KORN ซึ่ง Life is Peachy นี่สุดยิดมากๆในสมัยนั้น เรียกได้ว่าตามทุกชุด
Limp Biskit ดังกับ Nookie Paparoach และวงอื่นๆก็เิริ่มดังตาม
Family Value ผมก็มีเหมือนเก้อ วีดีโอคอนเสริ์ทก็ดูอยู่หลายปีเหมือนกัน
แต่ก็นั่นแหละ มันผ่านยุคไปแล้ว ซึ่งกินเวลาไม่นานผมว่าก็เป็นเพราะความโตของอินเตอร์เน็ทด้วยที่ทำให้
วงการเพลงมันวิวัฒนาการและข้ามสายพันธุ์กันได้เร็วมาก มากจนมันผ่านยุคแต่ละยุคไปอย่างรวดเร็ว
KORN ปัจจุบันก็ยังตามอยู่ ยังศรัทธาในตัววงอยู่แต่ก็กระแทกใจได้ไม่เหมือนก่อนแล้ว
Limp Biskit อย่าไปรอเลยครับ วงมันตายไปแล้่วจริงๆ  Fred คงแสดงพลังแบบเมื่อก่อนไม่ได้อีกแล้ว

+ เอ ครับสำหรับลิงกินผัก
ผมเคยอคติกับวงนี้นะตอนออกมาครั้งแรก ในยุคที่วงแนวนี้ออกมากันเกล่อมากถึงมากที่สุด
เคยเรียกว่า เป็น Boyband ของวงการร๊อคด้้วย เพราะไม่รู้มันจะทำหล่อไปถึงไหน
แต่เค้าก็พิสูจน์ตัวเองแล้วครับ ว่าเค้าก็เป้นของจริงเช่นกัน  เจ๋ง
บันทึกการเข้า

- R u Happy with ur Rock&Roll ? -


อย่าว่าแต่เรื่องแกะเนื้อเพลงเลยครับ แค่ฟังก็ผิดแล้ว   กร๊าก

เพลง faint ของลิงกินผัก ช่วงท่อนฮุคที่ร้อง

I can't feel the way I did before
Don't turn your back on me
I won't be ignored
Time won't heal this damage anymore
Don't turn your back on me I won't be ignored

ฟังเป็น high Voltage ตั้งนาน  กร๊าก กร๊าก กร๊าก กร๊าก
พึ่งมารู้นะเนี้ย


บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
หน้า: 1 ... 16 17 18 19 20 21 22 [23] 24 25 26 27 28 29 30 ... 43
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!