ผมว่าลูกทุ่งมันก็เปลี่ยนตลอดนะ
เพราะมันเกาะหนึบอยู่กับวิถีชีวิตของชาวบ้าน
อย่างช่วงมีแพคลิ้ง ก็มีเพลง ...วันไหนถูกทิ้ง แพ็คลิ้งมาบอก...
(เดี่ยวนี้แพ็คลิ้งคืออะไรใครรู้บ้างไหม

) เมื่อก่อนชีวิตมันอยู่
ในไร่นา มันก็เล่าแต่เรื่องไร่นา
อย่างต่อมาคนฮิตไทำงานซาอุฯมันก็เล่าเรื่อง ทิ้งนาไปซาอุฯ
หรือซาอุดร(มีเพลงนี้จริงๆ)และอีกสารพัดซาอุ
ก็สัก 20 ปีมาแล้วเหมือนกัน พอช่วงหลังเข้าเมืองมา
ก็เป็นเนื้อเพลงแบบ อ.สลา เริ่มตั้งแต่ยาใจคนจน(นี่ก็เกิน 10 ปีละ)
เข้าโหมดพี่น้องแรงงานในมืองกรุง จนปัจจุบัน หนาวแสงนีออน
และเพลงจำพวกโทรหาเติมแรงใจ คนบ้านเดียวกัน เจอกันในร้านลาบในกรุง
อย่าให้ถ่าดนหลาย ฮับสายแน(อย่าให้รอนนานนัก รับสายหน่อย)
ยิ่งเนื้อเพลงที่เล่าเรื่องคนใช้แรงงาน ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน
ต้องโทรหากันก่อนนอนแทน ก็เป็นเรื่องจริง ชีวิตของเขาจริงๆไม่ต่างจาก
เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่พวกเขาอยู่ที่บ้านในนา แต่ลองสังเกตเนื้อเพลงพวกนี้
ท่อนท้ายๆ มักจะพูดถึงอุดมคติหรือความหวังสุดท้ายของพวกเขา
คือ การได้กลับไปเยี่ยมยามบ้าน(คนบ้านเดียวกันก็มี) หวังว่าจะพาเจ้า
ซื้อข้าวของไปไหว้ย่ายายยามสงกรานต์ แนะนำให้พ่อแม่รู้จักสักที
สรุปแล้ว อย่างไร บ้านนอกท้องนาและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่จักรีจากมา
ก็คือยูโทเปียในจินตนาการของเพลงลูกทุ่งอยู่ดี
มันจึงเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของชีวิตประชากรส่วนใหญ่ของไทย
ไว้ได้ไม่ผิดเพี้ยน จะเปลี่ยนยังไง มันก็เล่าเรื่องชีวิต
ส่วนเรื่องระบบตลาดนั้น ผมว่าเพลงลูกทุ่งตอนนี้ ดีกว่าเมื่อช่วง 10 ปีที่แล้วนะ
ช่วงนั้นมีแต่เนื้อเพลงโง่ๆ จำพวกตีหัวเข้าบ้านและเพลงให้นักร้องคาเพ่ร้อง
(หนีเมีย,เมียน้อย,อาเฮีย ฯลฯ) และเพลงแบบ อ.สลา นี่ล่ะ
คือคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงมัน ให้อยู่ในร่องในรอย อยู่ในมุมมองที่เป็นบวก
เล่าเรื่องสะท้อนสังคม ในแบบที่เพลงป็อปไทยไม่เคยทำ และทำไม่เป็น
ทุกวันนี้ก็ยังหาวิธีไปถึงหนทางนั้นไม่เป็น เพราะถ้าทำอะไรพูดถึงสังคมเมือไหร่
ก็จะถูกมองเป็นเพื่อชีวิต หลุดโพสิชั่นป็อปร็อคทันที เราจึงยังต้องทนฟัง
เพลงที่ยังใช้เค้าโครงเดียวกับอัสนีย์วสันต์มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
แต่มันก็เริ่มดีขึ้นแหละ