ขอยาดเบิ้ล
เอ้อ นึกไปนึกมา ลืมวง Depeche Mode ไปได้ยังไง

นิตยสาร Q นี่ยกให้วงนี้เป็นสุดยอดวงอิเล็คโทรนิคส์ที่โลกเคยมีมาเลยล่ะครับ
ตามความรู้ของผม รู้สึกว่าดนตรีแนวเนี้ย มันจะมาพร้อมกับดนตรีพังค์ในช่วงๆยุค 70
ผสมผสานปนเปกันจนบังเกิดเป็นคลื่นลูกใหม่ หรือ New Wave
คาดว่าสมัยนั้นก็คงคาดหวังกับดนตรีแนวนี้ เหมือนที่สมัยนี้คาดหวังกับแนว...(ไม่มีหรอก)
ก็มี Depeche Mode นี่ล่ะที่เป็นหนึ่งในนั้น
แต่กรรมของคลื่นลูกนี้ เพราะเจอกระแสบริทป๊อบจากอังกฤษกลบซะเกือบหายไปหมดเลย
จนกระทั่งช่วงๆปี 90-00 นี่แหละ ก็มี "คลื่นลูกใหม่ของคลื่นลูกใหม่" มาช่วยให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงนิวเวฟอีกครั้ง
ก็กลายเป็นวงพังค์โจ๊ะๆที่เราฟังกันพวก The Strokes, Franz Ferdinand, Arctic Monkeys นั่นล่ะฮะ
(ทั้งหมดนี่อย่าเชื่อผมมากนะครับ นี่เดา + อ่านผ่านๆทั้งนั้น

)
พยายามนึกที่พี่เก้อเคยโม้ให้ฟังอยู่ แต่ก็จำไม่ได้
ใช้สิทธิ์พาดพิง

ถึงผมจะไม่ได้ถูกโรคอะไรกับดนตรีจากแลปทอปเหล่านั้น
แต่ยุคนึงที่ผมหลงไหลมาก คือยุคที่เรียกว่า แมดเชสเตอร์
เป็นส่วนหนึ่งต้นกำเนิดของพวกอิเล็กโทรนิคทั้งหลายล่ะครับ
ผมชอบเรื่องของคนกลุ่มนั้น ในแมนเชสเตอร์ยุคนั้น
มันโรแมนติกมาก เหมือนยุโทเปียของโลกดนตรีเลยล่ะ
ค่ายแฟคตอรี่ คลับฮาซิเอ็นด้า และเหล่ายอดวงพวกนั้น
เดอะ สมิธ, นิวออร์เดอร์, แฮปปี้ มันเดย์ ฯลฯ รวมไปถึง Depeche Mode
และอีกบานตะไท ที่ลามมาถึงช่วงยุค 80 ฟรอ์มรูปร่างกลายมาเป็นดนตรี
ที่ใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายแหล่
ผมชอบจิตวิญญานในการทดลองของพวกอิเล็กทรอนิคส์ยุคนั้นตรงที่
มันไร้เดียงสาดี คือนึกออกไหมครับ ทุกวันนี้เรามีแมคเครื่องนึง
เราก้ทำเสียงอะไรได้มหัศจรรย์พันล้านแล้ว ตัวอย่างก็มีให้ฟังเยอะแยะ
แต่ในช่วงเวลานั้น โลกยังไม่เคยมีใครได้ยินเสียงพวกนั้น
แล้วพวกเค้าก็เหมือนเด็กน้อย ที่ทดลองกับอุปกรณ์ที่ส่งเสียงประหลาดๆพวกนั้น
ที่พึ่งมีคนประดิษฐ์ขึ้นมา พวกเขาทำให้มันเรียกว่าเครื่องดนตรีขึ้นมาจนได้
สำหรับพวกเขา ผมว่าโลกก่อนหน้านั้น มันก็น่าเบื่อเหมือนกันนะครับ ที่มีเครื่องดนตรีหหลักๆไม่กี่ชิ้นเอง
สำหรับนักดนตรีที่ความคิดสร้างสรรค์ล้นสมอง คงแทบอกแตกตาย
จนมีไอ้พวกเครื่องซินธ์พวกนั้น สิ่งใหม่ๆหลายอย่างถึงเกิดขึ้นมาได้
จริงๆตอนนั้น พวกเขาแค่เรียกมันว่าโพสต์พังค์
เพราะแค่มันอยู่หลังยุคพังค์ และยังไม่รู้ว่ามันจะนำพาไปไหนต่อ
แต่ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่า มันกลายร่างเป็นดนตรีอิเล็กทรอนิกสารพัดในปัจจุบัน
(จริงๆมีเครดิตของฝั่งอเมริกาอยู่น่ะนะ แต่เผอิญลำเอียง

)
เพลงมันเฉิ่ม ไร้เดียงสา แค่เพราะกรอบของเทคโนโลยีที่เปลี่ยน
แต่มีพลังในการแสดงออกสูงส่งมากครับ ตัวอย่างที่ชัดก็คง เดอแพชโหมดอย่างที่กันย์ว่า
ลองฟังสักเพลงเก่าๆก็จะเก็ตทันที(วงคิลเลอร์สช่วงหลังๆก็อยากเป็นเดอแพชโหมดแบบไม่ปิดบังเลยนะ)
ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ผมว่าขาดหายไปจากอิเล็กโทรนิคส์ปัจจุบัน เพราะเราเกิดมาพร้อมกับแลปท็อปข้างกาย
อะไรๆก็ง่าย สุดท้ายจึงเหลือแค่การทดลองทางเสียงกับผลลัพธ์ครึ่งๆกลางๆ
ผมชอบ นิว ออร์เดอร์นะ ถ้านับในแมนเชสเตอร์เลย
เสียงมันเชยระเบิดจนเท่ไปเลย โดยที่เนื้อในมันใหม่เหนือกาลเวลาเสมอ
กับมีอีกวงนึง ออกจะเชยระเบิดไม่แพ้กัน อันนี้ก็ของอีกตำนานคือค่าย 4AD
ชื่อคณะ โมเดิร์น อิงลิช เพลง I melt with you ที่เนื้อหาเฉิ่มบรมแต่โคตรเท่
(เป็นเพลงที่ยังเปิดทั่วไปในอังกฤษจนทุกวันนี้) ผมว่านี่เป็นผลลัพธ์ที่ลงตัว
ของ 4AD และอะไรๆในช่วงนิวเวฟมากๆ มันก็ไม่ได้อิเล็กทรอนิกอะไรหรอก มีแต่คีย์บอร์ดนั่นล่ะ
แต่เห็นกันย์พูดเรื่องนิวเวฟ เลยเลยเถิด

ถ้าอิเล็กโทรนิคส์นิวเวฟที่ชอบ
ก็น่าจะหวยออกที่ เดอแพชโหมด เพลง I enjoy the silence ชอบเนื้อเพลงๆนี้ด้วย
มีวงเอาไปคัฟเวอร์เยอะ เนื้อร้องทำนองเพราะมากๆ จิตวิญญานยุคสมัยเต็มล้น
เอาจริงๆแล้วชอบนิวออเดอร์มากกว่า และคงไม่ต้องเดา
ไม่มีอันไหนเกิน Blue monday อีกแล้ว(กับชาวบ้านคัฟเวอร์สามแสนเวอร์ชั่น)
เวทีเต้นรำ ดูดสวีท ที่เขาใหญ่ล่าสุดก็เล่นเพลงนี้นะ กรี๊ดมาก

และอีกชื่อนึงที่ลืมไม่ได้ เดวิด โบวี่จริงๆแกก็ไม่เคยตกรถไฟขบวนไหนอยู่แล้ว ยุคนี้ก็ด้วย
ผมว่ามีเพลงนึงเป็นวิญญานของยุคเปลี่ยนผ่าน 70 ไป 80 ชัดแจ๋วเหมือนบรรจุทุกอย่างไว้ในเพลงนี้เลย
ชื่อเพลงว่า Fashion (ที่เวทีแฟชั่นเจ๋งๆนำไปใช้อยูจนทุกวันนี้ มันเป็นเพลงที่มีภาพลักษณ์รสนิยมสูงส่ง
ติดตัวมาตลอด เหล่าเทร็นด์เซ็ตเตอร์แบรนด์แฟชั่นชั้นสูงมักจะนับถือเพลงนี้ว่าเป็นอะไรสักอย่างของพวกเขา
สาเหตุง่ายๆก็เพราะเดวิด โบวี่คือเทร็นเซตเตอร์ของเทร็นเซ็ตเตอร์อีกทีมาแต่ไหนแต่ไร)
ฟังเสียงกีตาร์ชะเวิ้บชะว้าบพวกนั้นดูสิครับ ผมรู้สึกว่านั่นเป็นพลังที่เป็นสิทธิ์เฉพาะคนยุคนั้น
(คือก่อนหน้านั้น ไม่ค่อยมีใครเอากีตาร์มาทำเสียงแบบนี้)แถมด้วยเสียงปี๊บๆนั่นอีก ทั้งเฉิ่มทั้งห่วยจนบอกไม่ถูก
