เด็กๆ จำความได้ ตูโดนย่าเปิดวิทยุกรอกหูตอนเช้าๆ
เพลงสุนทราภรณ์ที่ร้องโดยถนัดศรี(เป็นส่วนมาก)
ตอนเย็นๆ แม่ตูก็เปิดลูกทุ่งเก่าๆ ให้ฟังก่อนนอน
ไวพจน์ สุรพล ไปยันเพลิน พรหมแดน
ตอนประถม มัธยมต้นโตขึ้นมาหน่อย ฟังเพลงจากเทปพีค็อกของอาๆ
พวก Beegee, simon&garfunkel, The eagles, Chicago, air supply, The Beatles อะไรเทือกนี้
สมัยมัธยมปลาย มีวันนึงเพื่อนถามว่า เฮ้ยมึงฟังเพลงอะไรวะ
ก็ตอบมันไป มันก็ทำหน้างง แล้วด่าว่ามึงฟังเพลงเหี้ยอะไรเนี่ย
วัยรุ่นอย่างเรามันต้องฟัง คาราบาว ไมโคร อัสนี วสันต์
ข่วงนั้นพอเริ่มจีบหญิงด้วย ก็เลยตามกระแส
ฟังเฉลียง ฟังจุ้ย และเพลงเพื่อชีวิตอีกหลายๆ วงด้วย
แต่ทว่ามันมีเทปสองม้วนที่เปลี่ยนชีวิตตู
นั่นคือ Led Zeppelin IV กับ dark side of the moon ของ พิงค์ ฟลอยด์
เพราะทำให้ตูรู้จักท่วงทำนองที่มันเปลี่ยนไป
จากวิธีการทำเพลงที่ไม่เหมือนใครในความรู้สึกตูในตอนนั้น
หลังจากนั้นก็แกนร่างในการฟังเพลงตูก็แบ่งออกเป็นสองซีก
ซีกนึงก็จะตาม Led Zeppelin ไปเป็นเมทัลหนักขึ้นเรื่อยๆ เป็นสปีดเมทัล เป็น เฮวี่เมทัล
ไปอีกเรื่อยๆ จนสุดท้ายไปจบที่ Napalm death
อีกซีก ก็จะตาม พิงค์ ฟลอยด์ไป ไปเป็น Alan parson project, Mike old field, Dire Straits Queen, Elton John
Enya, clannad, Kitaro
ช่วงอินเทอร์เน็ตยังไม่มี
ก็อาศัยนิตยสารดนตรีในบ้านเราสองสามฉบับ
นั่นคือ สีสัน บันเทิงคดี และ Quiet Storm
จนวันนึงไปเจอ The air on the G string
ในเทป soundtrack หนังเรื่องอะไรซักเรื่องนี่แหละ
มึนงงมากว่า เฮ้ยทำไมคอร์ดไม่กี่คอร์ด
มันทำให้เพลงเพราะ คลี่คลาย และมีเรื่องมีราวได้ขนาดนี้
นึกถึงเด็กมัธยมปลายหัวไม่เกรียน(เพราะไม่ได้เรียน รด)
ที่เข้าใจว่าเพลงที่ดีคือ เพลงเมทัลคอร์ดซับซ้อน
หรือโปรเกรสซีฟร็อคที่มีเรื่องราว
และคีย์ดนตรีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
พอมาเจอ เพลงที่ใช้คอร์ดแค่ไม่กี่คอร์ด
เรียบง่าย แต่เพราะได้จับใจ เลยงง
(น้องตูบอกว่า สิ่งที่ตูได้ยิน
เขาเรียกกันว่า Harmonising Scale
เรียกง่ายๆ ว่าเป็นทฤษฎีในการวางท่วงทำนองของดนตรี )
อ่านปกเทป เห็นว่าคนแต่งคือ Bach
หลังจากนั้นก็เลยเข้าสู่ยุค บาร็อคแห่งดนตรีคลาสสิคเต็มตัว
ต่อจากนั้นมา ก็ตามฟังเพลงคลาสสิค
จากวิทยุจุฬา และก็ได้ไปดูซิมโฟนี คอนเสิร์ต
(ตอนนั้นตูอายุ 18 เรียนอยู่ปีสอง

)
ก็ฟังเพลงคลาสสิคเรื่อยมาครับ
บวกกับวงทางฝั่งอังกฤษด้วย อย่าง โอเอซิส ยูทู
เดอะเวิร์ฟ และอื่นๆ เท่าที่จะหาโอกาสฟังได้
ฟังแจ๊สบ้าง แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจมันนัก
จนมาอยู่อังกฤษ ได้ฟัง สุนทราภรณ์หลายๆ ชุด

(เวลาคิดถึงบ้าน เปิดฟังมันได้อารมณ์มากๆ)
เลยเริ่มหยิบแผ่นเสียงเพลงแจ๊สที่เคยซื้อๆ ไว้ กลับมาฟัง
ค้นพบว่า ครูเอื้อของเรานี่ สุดยอดจริงๆ
เพลงของแกหลายๆ เพลง เป็นแจ๊สแบบซับซ้อน
ที่เพราะมากๆ ได้เลย

ช่วงนี้ก็หยิบแต่เพลงเก่าๆ มาฟังน่ะครับ
วงใหม่ๆ ยังฟังไม่เข้าหูสักวงตอนนี้
