ข้อสังเกตของฟอนต์ภาษาไทย 2 แบบ

แบบแรก คือ Contextual Alternate หรือที่เราคุ้นเคยกันดีที่ทำ วรรณยุกต์ 4 ชุด (บางจ้าวทำมากกว่า 4)
แล้วเขียนสคริปต์กำกับให้มันเปลี่ยนไปตามพยัญชนะ หรือสระตัวก่อนหน้า
อันนี้ บ้านเราจัดไปรวมหมวดกับ Ligature ซะงั้น (น่าจะเป็นเพราะ ความเข้ากันได้/รองรับ กับโปรแกรมส่วนใหญ่)
ซึ่ง Ligature จริงๆ คือการรวม 2 กลิปส์ขึ้นไป เป็น 1 character เช่นพวก fi ffi fl ffl เป็นต้น
ดังนั้น ฟอนต์ที่เป็นพวกนี้ เวลาพิมพ์ วรรณยุกต์ซ้ำๆ กัน ก็จะมาทับกันในตำแหน่งเดิม
ปรับตำแหน่งการจัดวางให้เหมาะสมกับพยัญชนะต่างๆ ไม่ได้ ทุกตัวจะต้องใช้วรรณยุกต์ใน coordination (พิกัด) เดียวกัน
แบบหลัง Anchoring แบบนี้ ทำงานเหนื่อยมาก ต้องมาร์คตำแหน่งให้ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ทุกตัว
เวลามันจัดวางก็จะได้ตำแหน่งที่สวยงาม เช่น อ้ อิ้ อี้ ไม้โทจะอยู้ในดำแหน่งที่พอดี และต่างกัน
กรณีพิมพ์วรรณยุกต์ซ้ำกัน มันจะไม่ทับกัน แต่จะต่อชั้นกันขึ้นไปเป็น Stack (คนเล่นเฟซบุคอาจเคยเห็นคนเอามาพิมพ์เล่นกัน)
กรรมวิธีนี้ ลี้ลับมาก ยาก และใช้องค์ความรู้สูง (กำลังงมอยู่) ส่วนมากคนทำแบบนี้เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการซิสเต็มฟอนท์
ข้อเสียคือ โปรแกรมกราฟิกที่รองรับยังมีค่อนข้างน้อยกว่าแบบแรกที่ประหยัดเวลากว่า
