อายุ 15 ย่าง 16 เหรอ

น่าจะเป็นช่วงที่วุ่นวายพอสมควรเลยล่ะ และเป็นจุดหักเหของชีวิตด้วย
เพราะเรียนจบ ม. 3 ต้องย้ายโรงเรียน
เพราะโรงเรียนที่ผมอยู่มันมีสูงสุดแค่ม.3 ในขณะนั้น
จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ในตำบลเล็กๆ
แห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
บ้านนอกแค่ไหนคิดดู หลังบ้านผมเป็นป่าสงวน ด้านขวาเป็นภูเขา
บ้านผมก็เป็นบ้านเก่าๆ ใกล้พัง (ปัจจุบันพังไปแล้ว

)
โรงเรียนมัธยมใกล้ๆ บ้านก็ไม่มี ต้องข้ามไปเรียนในตำบลใกล้เคียง
ด้วยเป็นเด็กเรียนดี และชอบอ่าน ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ (ตอนนี้ยังมีอยู่หรือเปล่าหว่า?

)
มันมีเรื่องเกี่ยวกับอีเี่ล็กฯ อยู่ท้ายๆ หนังสือสือหน่ะ อ่านแล้วติดใจ
เลยคลุกตัวอยู่ในห้องแนะแนว (หนังสือเล่มนี้ไม่มีในห้องสมุด แปลกว่ะ)
จึงมีความสนใจในด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นพิเศษ
เคยเป็นตัวแทนจังหวัดประจวบฯ เข้าแข่งขันต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์
ในระดับภาคกลางและภาคตะวันออก
และสอบวิชาอิเล็กฯ ได้ 99 คะแนนจาก 100 คะแนน
จึงตั้งมั่นมากจะไปเรียนต่อในระดับ ปวช. ในสาขาอิเล็กทรอนิกส์
ที่เทคนิคราชบุรี และไม่ได้สมัครสอบที่ไหนไว้เลย
ด้วยความมั่นใจว่าเราต้องสอบได้ 100% ชัวร์
แต่แล้ว.... เหตุการณ์ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด
... ผมสอบไม่ติด .... เวรแล้ว

แล้วจะไปเรียนที่ไหนต่อล่ะเนี่ย โรงเรียนอื่นๆ ก็ปิดรับสมัครกันหมดแล้ว
นั่นเป็นปัญหาที่ใหญ่เอามากๆ ขณะนั้น
จนสุดท้าย พี่ชายก็พาเข้าสู่เมืองกรุง (น้ำเน่าชมัด) ไปสมัครเรียนที่ ....
ซึ่งเขาเปิดรับสมัครรอบที่ 2 (รอบพิเศษ)
ซึ่งเป็นรอบที่ต้องเข้าใจนะครับว่า รอบหากินของโรงเรียนนี้เลยก็ว่าได้
คือ "ต้องบริจาคเงิน" ครับ ถึงจะรับเข้าให้เรียนได้
(เหตุการณ์แบบนี้มีอยู่จริงครับ ผมขอยืนยัน แม้ ผอ.จะปฏิเสธต่อสื่อมวลชน และมีเกือบทุกๆ โรงเรียนใน กทม.)
เอาเป็นว่า ผมมีที่เรียนแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบ ...
เนื่องจากไม่เคยใช้ชีวิตในเมืองหลวง ไม่คุ้นเคยกับการจราจร
และที่พักอยู่ไกลจากโรงเรียน ผมพักอยู่กับพี่ที่ บางซ่อน
แต่โรงเรียนอยู่ สุขุมวิท (เดาเอาเองนะ ว่าโรงเรียนไร เป็นโรงเรียนชายล้วน ติดกับท้องฟ้าจำลอง)
ต้องตื่นไปโรงเรียนตอนตี 5 เพื่อให้ทันเข้าเรียน 7 โมง
แรกๆ ก็ไปทันอยู่หรอกครับ แต่พอนานไป ก็เริ่มไปสาย
(ช่วงนั้นสายสุขุมวิทรถติดมากๆ รถไฟฟ้ากำลังสร้าง)
จนสุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกตัวไปพบ....
.... ผมต้องย้ายที่พักใหม่ครับ ไม่งั้นคงต้องถูกเชิดออกจากโรงเรียน
เคร้าเลยช่วงนั้น..

และสุดท้ายผมก็เรียนอยู่ไม่จบม. 6
... อ๊ะ คือผมเรียน กศน. ไปด้วยครับ พอ ม. 5 ได้วุฒิแล้ว
ก็สอบ เอ็นฯ แต่ก็ไม่ติด .... ก็เลยคิดว่า....
ถ้าปีหน้าเรา เอ็นฯ ไม่ติดอีกล่ะ เราก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในเมืองกรุงไปอีกปี
จึงตัดสินใจเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชน (เงินไม่มีหรอก ใช้ทุนกู้ยืมของรัฐบาล)
.... แล้วเรียนคณะอะไรดีล่ะ ... ช่วงนั้นนิเทศฯ กำลังบูมก็เลยเรียน
อีกอย่างผมเป็นคนค่อนข้างเงียบ ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออกเก็บเนื้อเก็บตัว
เผื่อว่าการเรียนนิเทศน์ จะทำให้ผมกล้าขึ้น....
เห็นน้องๆ อายุ 12 -15 เข้ามาปั่นบอร์ดกัน แล้วรู้สึกดีจัง

ได้มีโอกาสสัมผัสกับคอมพิวเตอร์กัน ต่างจากผม...

ผมมีโอกาสสัมผัสกับคอม ตอนอายุ 18 คือช่วงที่เรียนอยู่ปี 1
เข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด แล้วเห็นมีห้องอินเตอร์เน็ต
อืม..... มันคืออะไรหว่า

(จริงๆ นะ ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร)
ก็เลยเข้าไปใช้ .... เวรกรรม คอมพิวเตอร์มันใช้ยังไงวะ
ก็นั่งแอบมองเครื่องข้างๆ สักพัก ... อืม... ไม่มีอะไรมากนี่หว่า
แค่ลากๆ แล้วก็คลิก .... เว็บแรกที่เข้าก็คือ หรรษา
http://www.hunsa.comซึ่งปัจจุบันก็ยังอยู่ ก็เปิดดูไปเรื่อยๆ ตามลิงค์ที่เขามี
จนหลุดเข้าไปที่เวบ....... (เหตุการณ์คล้ายการ์ตูนบักต่วนเลยวุ้ย)
เวบนี้ครับ ศาลานกน้อย
http://www.noknoi.comเป็นเวบเกี่ยวกับกลอน และเรื่องสั้น
ขณะนั้นเขามีโครงการ "เวบเพจแรกของฉัน" เขาสอนภาษา html ครับ
ถ้าใครทำเสร็จแล้วก็ให้ส่งไปให้เขา แล้วจะ up เข้าในเวบของเขาให้
ผมก็เลยทำตามที่เขาสอน
อาศัยเวลาพักเที่ยงเข้าห้องอินเตอร์เน็ตไปนั่งทำ วันไหนไม่มีเรียนก็ไป
เพื่อไปเข้าห้องอินเตอร์เน็ต จน... เสร็จ
พอส่งไปให้เขาดู เขาชมว่าเขียน code ได้ดี เขาเลยแนะนำให้ไปขอพื้นที่ฟรีและเปิดเองไปเลย
จนในที่สุดผมก็มีโฮมเพจของตัวเองครั้งแรก ที่
http://aeeg.8m.com มีเนื้อหาเป็นกลอนที่ผมแต่งขึ้นมาเองและใช้ชื่อว่า
"บ้านกลอนของนายโอ้เอ้" เมื่อปี 41 (7ปีผ่านไปแล้ว ปัจจุบันคือ
http://www.ohaeey.com)
นับจากวันนั้นผมก็สนใจในคอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง อ่านหนังสือทุกอย่างที่เกี่ยวกับคอม
วันๆ ก็คลุกตัวอยู่กับห้องสมุดของมหาวิทยาลัย จนสุดท้ายก็ซื้อคอมเป็นของตัวเอง
และนั่งเล่นมันอยู่ทั้งวันทั้งคืน ในชีวิตผมเคยเป็นลมอยู่ครั้งหนึ่งครับ
และเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตจริงๆ ก็หน้าคอมพิวเตอร์นี่แหละ หมดสติ และฟุบลงไปเลย ...

แล้วก็เข้ามาสู่โลกของการพัฒนาโปรแกรม...
( ตอนนี้ลืมตัวไปแล้ว ว่าเรียนนิเทศน์ แต่ที่เรียนอยู่ก็ไม่ได้ทิ้งนะ)
เริ่มจาก visual basic เพราะหลายกระแสบอกว่า ง่าย...
จริงแล้วก็ง่ายอยู่นะ แต่ว่า ไม่มีคนสอนผมนี่สิ ต้องหัดจากหนังสือ
กว่า 3 เดือนที่นั่งอยู่หน้าคอม แต่ก็ไม่มีพัฒนาการอะไรที่ดีขึ้นมาเลย
จนผมได้พบกับ.... พี่ปุ๊ก P@^_^@K
http://www.pksoftware.comในตอนนั้นพี่ปุ๊กทำเว็บอยู่หลายเวบมากๆ
มีเนื้อหาทั้ง visual basic , delphi , cgi โดยเฉพาะ cgi นั้น ดังเอามาก
โดยเฉพาะ เวบบอร์ด ที่เป็นภาษา perl
เรียกว่าเป็นต้นแบบของ เวบบอร์ดในปัจจุบันนี้เลยก็ว่าได้
มีหลายๆ บอร์ดพัฒนาต่อมาจากของแก
พี่ปุ๊กทำให้ผมรู้ว่า delphi น่าสนใจกว่า visal basic
นับจากวันนั้นผมก็ได้นำเอา sourcecode มาอ่านและเริ่มทำตาม
แล้วการพัฒนาของผมก็เร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
พี่ปุ๊กคนนี้แหละครับ ที่ผมนับถือเขาว่าเป็น ครูคนแรกและครูคนเดียวของผม แม้ว่าเราจะไม่รู้จักกันก็ตาม
หลังจากนั้นผมก็มาคิดว่า ผมเรียนนิเทศน์อยู่นี่หว่า...
แล้วเวลาผมไปสมัครงานแล้วเค้าจะเชื่อเหรอ ว่าเราเป็นคอมจริงๆ
ผมก็เลยส่งตัวเองเข้าไปประกวดในงานต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์
ปี 2543 เข้าแข่งขันในรายการ The fist national shareware contest
จากทีมแข่ง 123 ทีม ผมผ่านเข้ารอบครับ 22 ทีมสุดท้าย
ด้วยโปรแกรมตัวนี้ PC Security Studio
http://www.thaiware.com/main/info.php?id=1697โปรแกรมตัวนี้ทำเงินให้กับผม 5,000 บาทครับ
และที่นี่เองครับ ที่ทำให้ผมได้เจอกับพี่ปก ครูของผม ตัวจริงเสียงจริง ดีใจมากๆ เลย
ปี 2544 เข้าแข่งขัน โครงการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่3 (NSC)
http://www.fic.nectec.or.th/fic-2005/index.phpอันนี้ได้รับทุนการวิจัยครับ และก็ผ่านเกณฑ์การตรวจรับผลงาน แต่ไม่เข้ารอบชิง
โปรแกรมตัวนี้ทำเงินให้ผม 18,000 บาทครับ
พอเรียนจบ ก็ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่ acer จึงทำให้มีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ hardware
และ mobility technology ชีวิตด้านการงานกำลังรุ่ง อยู่ๆก็ต้องล่วง..... เพราะ
ทหารครับ ผมโดยเกณฑ์ทหาร .... (ตอนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ ...)
พอออกจากทหารมาก็ได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งงาน โปรแกรมเมอร์ดังที่ตั้งใจไว้
2 ปีผ่านไปแล้วในสายงานที่ข้องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ไม่รวมเวลา 1 ปีที่ไปเป็นทหาร)
คอมพิวเตอร์สร้างรายได้ให้กับผมมาแล้วหลายแสนบาท
ไม่ได้คิดจะโอ้อวดอะไรหรอกนะ เพี่ยงแต่ว่า...
ถ้าช่วงอายุ 15 ผมได้เรียนอิเล็กทรอนิกส์ดังที่ตั้งใจไว้
ผมก็คงจะไม่มีวันนี้ และคงจะไม่ได้มาปั่นบอร์ดอยู่ที่นี่...
มันไม่จำเป็นหรอกครับว่าคุณจะเรียนอะไรมา ถ้าคุณรู้ถึงความต้องการของตัวเองแล้ว
ขอเพียงแค่คุณทุ่มเท และใส่ใจให้เวลากับสิ่งนั้น รับรองว่าจะต้องมีสิ่งดีๆ ตามมาแน่นอนครับ

ง่ะ

กลายเป็นชีวประวัติย่อยๆ ไปเลยนะเนี่ย