ต้องยอมรับครับว่า สังคมเราอ่อนแอเพราะการใช้พุทธศาสนาในการยึดเหนี่ยวจิตใจจนหลงงมงาย
แต่ที่ที่ตำหนิธรรมกาย เพราะการชำระกิจกรรมทางพุทธให้มันทันสมัยนั้น
คือการปรับกลยุทธ์ในการสร้างความงมงายอย่างเป็นระบบ
ซึงผมคิดว่ามันน่ากลัวกว่าความงมงายแบบที่มีกลาดเกลื่อน
เพราะความงมงายอย่างที่เรามีมาแต่โบราณนั้นเรายังเห็นได้ว่า
มันไม่มีอะไรซับซ้อน เจนาเรชั่นใหม่ถ้าได้รับการศึกษาก็สามารถมองออกได้ไม่ยาก
แต่วิธีที่ธรรมกายทำเป็นระบบที่สร้างฐานอำนาจทั้งทางวิชาการ ทั้งทางการเมือง
ให้ยากที่การศึกษาอย่างเดียวจะช่วยให้หลุดพ้นจากความงมงายนี้ได้ จะเห็นได้ว่า
มีผู้นับถือระดับที่มีการศึกษาสูงเยอะมากในวังวนนี้
ไม่ว่าผ้คนจะเป็นผู้ศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ หรือจะศรัทธาเพียงเพราะหวังผลประโยชน์ พวกอย่างหลังนี่น่าตำหนิที่สุด
อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปบ้างแล้วในหน้าแรกๆ ว่า โรงเรียนสมัยมัธยมของผม
ครูสอนสังคมได้นำเข้ามาบรรจุเป็นกิจกรรมในการสอนด้วย
คือถ้าใครไม่ไปวัดธรรมกายคือจะไม่ให้คะแนนที่มีผลต่อการผ่านวิชานี้เลย
(ขนาดเหมารถบัส 5 6 คัน มาไว้ทุกปี ใคร อยุ๋ ม.4 ได้ไปทุกคน)
ขนาดตอนนั้นเป็นเวลาที่ มีการต่อต้านจากสังคมมากทั้งเรื่องที่ธรรมกายเปลี่ยนเนื้อหาพระไตรปิฏก
ทั้งเรื่องที่สมเด็จพระสังฆราช ออกจดหมายเตือน และอีกหลายๆ เรื่อง เรียกได้ว่า
เป็นยุคที่กระแสต่อต้านธรรมกายกำลังร้อนแรงด้วยซ้ำ
เขายังดำเนินกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ผู้สนับสนุนที่เป้นองค์กรสาธารณแทบจะไม่มี)
จนโรงเรียนตามหัวเมืองต่างจังหวัดตกเป็นเหยื่อหลายโรงเรียน
ลองมานึกถึงตอนนี้ที่หัวเมืองชั้นนอกถูกตีแตกหมดแล้ว เหลือแค่หัวเมืองชั้นใน คือกรุงเทพเท่านั้นที่เขารอจังหวะ
และจังหวะนั้นก็มาถึง ดูได้จากภาคีในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้ ซึ่ง นี่แหละ ที่ผมว่าน่ากลัวขึ้น
น่ากลัวว่าหลักสูตรการเรียนการสอนพุทธศาสนาอาจจะไปหยุดอยู่ที่กิจกรรมของธรรมกาย และเวลานั้นแหละ
ความบิดเบือนในขั้นละเอียดอ่อนที่ไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยการศึกษาก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก
อันนี้ก็อ่านสนุก สนุกเพราะ มันบำรุงกิเลสของผมเองแหละ ก็เลยอาจเคลือบด้วยอคติที่ไม่ดีต่อธรรมกาย
แต่ลองอ่านแล้วทำใจเป็นกลางดู ก็น่าคิด ทั้งเรื่องการบวชที่ไม่ได้คุณภาพ
ลองคิดดู ก็ วกกลับไปเรื่องคนประโยชน์เยอะกราบคนประโยชน์น้อยก็น่าแสลงใจดีเหมือนกัน
http://news.impaqmsn.com/articles_hn.aspx?id=481626&ch=hn