หน้า: 1 2 [3] 4 5 6 7 8 9 10 ... 15
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไมต้องเรียนออกแบบ?  (อ่าน 111022 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
กร๊าก

ตูเป็นคนนึงแหละ ที่เอาโปรแกรมนำไอเดีย
ทุกวันนี้ตอนนี้เวลาทำงาน งานมันก็ไหลไปตามข้อจำกัดของโปรแกรมทุกที
จริงๆ มันไม่ใช่แค่โปรแกรมหรอกมั้ง เพราะมันต้องสู้กับปัจจัยสารพัด (คนก็ด้วย)
จำได้ว่าอีตอนเรียนมาก็เจอแบบนี้แหละ ออกแบบโดยกลัวเสา กลัวคาน กลัวโครงสร้าง
แต่พอจบมาทำงาน(คนละสายกะที่เรียน) ก็เจอ ห่วง IE 3cษ ห่วงลูกค้า ห่วงคนจ่ายตังค์ ง่ะ
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
พี่แอนพูดขึ้นมาแล้วนึกได้ เสริมเรื่องนิดหน่อย
เรื่องการทดลองสมัยเรียน ผมเคยคุยกับพี่คำป้อน
ตอนนั้นกันตนาอนิเมชั่นพึ่งเปิดตัว พี่แกเลยพาพวกผมเดินชม
ผมเลยถามเรื่องความขุ่นมัวสงสัยอะไรในการเรียนช่วงนั้น
(เหตุการณ์ตอนนี้เก็บไว้เล่าตอนต่อไป) แกตอบผมหลายอย่าง
และพูดถึงว่าตอนเรียนทำงานพวกนี้ ทดลองไปเลย ติสต์แดกไปเลย
มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ แน่ล่ะว่าจบออกมาทำงาน เราต้องมาเอาใจคนโน้น
คนนี้สารพัด ทำงานตามโจทย์ ข้อจำกัดเยอะแยะไปหมด
แต่เมื่อเราทำงานถึงระดับหนึ่ง เราเติบโตในการทำงานมาถึงระดับ
เป็นคนที่ต้อง"สร้าง"อะไรขึ้นมาเองแล้ว ถ้าหากเราไม่เคยทดลอง
ไม่เคยศิลปินค้นหาอะไรในตัวเองมาก่อน ถึงตอนนั้น
เราก็จะกลายเป็นคนที่"ไม่มีอะไร" แล้วเราก็จะถึงทางตัน
และเป็นได้เพียงพนักงานทำตามโจทย์ พูดง่ายๆ ได้แต่เป็นลูกน้องเขานั่นเอง


ผมมารู้ทีหลังว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พี่แกพึ่งเริ่มงานก้านกล้วยพอดี
นับว่าเป็นบุคคลที่ผมประทับใจมากๆคนหนึ่งเลยเชียว

ขอลากลับไปพิมพ์ต่อ ไหว้

บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM






ขอให้กุศลกรรมครั้งนี้ส่งผลบุญให้ชาติบ้านเมืองเจริญด้วยศิลปะวิสัย (ขอแปลงคำของลุงโอ๋หน่อย) เสียทีเถิด ไหว้


บันทึกการเข้า

งบน้อย
พี่เก้อหล่อ  กรี๊ดดดดด

รออ่านจบก่อน แล้วจะคอมเม้นท์มั่ง

ครั้งหนึ่งผมเคยอยากเรียนออกแบบเหมือนกัน  แหยะ
บันทึกการเข้า

เอามั่ง
มารออ่านต่อครับ มีสาระมากๆเลย  เจ๋ง
บันทึกการเข้า

สุดยอด จู๋ห้าดาว  เจ๋ง

ตูนึกออกเลย ถึงข้อจำกัดต่างๆ
สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการออกแบบ
แล้วต้องมาทำงานกราฟิค

เพราะตูเป็นคนนึง ที่ต้องจับพลัดจับพลู
มาทำงานด้านนี้ ทั้งๆที่ตูเป็นวิศวกรระบบเครือข่าย

ถามว่าทำงานได้ไหม มันก็ได้
แต่มันก็อย่างที่เก้อบอกคือ
มันตัน เป็นแค่พนักงานทำตามโจทย์
และงานบางครั้งก็ขาดๆเกินๆ

ตูคิดไว้นานแล้วเหมือนกันว่า
จะไปลงเรียนวิชาพื้นฐานด้านการออกแบบ เพิ่มเติม
เพราะอย่างน้อย เมื่อบวกกับประสบการณ์
มันก็จะทำให้เราเข้าใจองค์ประกอบต่างๆมากขึ้น

ไม่ได้คิดว่าจะมาเอาดีทางนี้หรอก
แต่รู้สึกว่า ถ้าจะทำอะไรแล้ว
เราจะต้องทำให้มันดี  ฮิ้ววว
บันทึกการเข้า
ผมก็เป็นนะ แบบว่า พอใช่เครื่องมือเป็น
เจ้านายเลยเหมาให้ทำทั้งออกแบบ และเขียนโปรแกรม

แต่พอทำออกมาแล้ว รู้สึกว่างานออกมาไม่ชอบ
ออกแบบกี่ที ก็ไม่ชอบ
(แต่เจ้านาย เขาก็บอกว่า โอเค)

พอเริ่มเขียนโค้ดกับแบบที่ตัวเองทำ
ก็ยิ่งหดหู่กับงานที่ตัวเองไม่ชอบเลย

อ่านจบ แล้วอยากกลับไปเรียนปริญญาตรีสายพวกนี้บ้างจัง ฮือๆ~
บันทึกการเข้า

ก่อสร้างกับทำลาย เหมือนที่ลงมือ ต่างที่การกระทำ
 อุ!!


จี๊ดจับใจ..

คือกิ๊ฟ อยู่นิเทศน์ศาสตร์ แบบไม่เต็มใจมา
คือ ซุ่มเรียน ดรออิ้ง ตั้งแต่ม.4
ม ุ6 เรียนโปรดักท์ เกย์แอบ

ฟังดูดีนะ แต่สอบไม่ติด ผิดหวังอย่างที่สุด เศร้า
เพราะ ขณะที่นั่งวาดมือ วาด ดินสอ แรเงาอยู่ในสวนแก้ว
ก็วาดฝัน ตัวเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ กะสิ่งประดิษฐ์ ที่ใหญ่ยิ่ง
และภูมิใจ ทุกครั้งที่หิ้วกระดาน เหมือนที่พี่แอนบอก ว่า มันคือความเท่ หุหุ

อีกอย่าง คือยึดติดกะซื่อสถาบันด้วย ไม่ได้ที่นี่
ไม่ได้สาขานี้ ตูเอาคณะอะไรก้ได้วะ แต่ขอเป็น ที่นี่

เป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เนอะ ว่ามั้ย



แต่ตอนนี้ ผ่านมาหนึ่งเทอม กับนิเทศศาสตร์ โชคดีที่ได้เรียน"อะไร"
ที่บังเอิญใจรัก มีวาด มีช๊อฟ มีอิลลัส เลยรู้สึกดีนิดหน่อย
แต่โชค้ราย ที่มีสิ่งที่ไม่รัก และหนีมาทั้งชีวิต มาปนอยู่ด้วยนิดหน่อย

บ่นมาซะยืดยาว
 เหลือบ


แต่ชอบจู๋นี้จริงๆ อยากบวกให้สักหมื่นจอก
เพราะอ่านแล้ว ให้รู้สึกเหมือน ทัวร์คณะ ยังไงชอบกล
นึกภาพตัวเอง ออกไปสเกต ถานอกสถานที่ตาม ฮ่าๆๆ หื่น


บันทึกการเข้า
ขอบคุณทุกท่านมากๆครับ
ปีสามยังไม่จบกันเลย ต่อโดยพลัน




วิชาแกนคือ วิชาออกแบบนิเทศในปีสามนี่ ก็เป็นอะไรที่หินเอาการ
มีขึ้นเพื่อสำรวจขอบเขตของการออกแบบว่ามันกว้างขวางแค่ไหน
และเราจะไปยืนอยู่ตรงไหนของมัน ยกตัวอย่างงานก็เช่น เปิดเพลงคลาสสิคให้ฟัง
(อันนี้รสนิยมส่วนตัวแกมากๆ) แล้วให้เราทำกราฟิกภายในคาบตามเพลงที่ได้ยินให้เสร็จ
ไปห้องสมุดแล้วเลือกถ่ายเอกสารรูปอะไรมาก็ได้ที่คิดว่าสวย พอเอามาแล้วแกก็บอกว่าให้
เอามาทำเป็นกราฟิกในคาบให้เสร็จ ประมาณว่าทดสอบรสนิยมการเลือก
และใช้สิ่งที่เราชอบหรือรสนิยมพวกนั้นมาทำอะไรได้บ้าง แบบสดๆในเวลาที่กำหนด
สไตล์งานประเภทยาวๆหลายอาทิตย์ก็เช่น แกจะมีภาพที่มีเส้นหยัก
เส้นตรงชนิดต่างๆขีดอยู่มั่วไปหมดหลายแบบ เลือกเอาตามใจชอบ
แล้วให้เราเอากระดาษลอกลายเลือกลอกเส้นไหนมาก็ได้
แกไม่บอกด้วยว่าทำทำไมและจะให้ทำอะไรต่อไป พอเราเลือกมาแล้ว
ก็ให้เราเอาองค์ประกอบที่เราขีดๆมาเหล่านั้นมาเติมสีทำมือ
ว่ามันเป็นอะไรได้แค่ไหน อาทิตย์ถัดไปก็ให้เอาเค้าโครงเส้นสีพวกนั้น
มาพัฒนาต่อ ตอนนี้อาจารย์ไม่ได้มีหน้าที่บอกเราแล้วนะครับ
ว่าเราควรจะใช้สีแบบไหน ขยับองค์ประกอบไปทางนั้นนิด ทางนี้หน่อยไหม
เขาสอนให้เราเข้าใจมาแล้ว ว่าอะไรคือความสวย ที่อาจารย์ทำคือแค่แนะวิธีการ
ดูภาพรวม เสนอแนะความเป็นไปได้ จนสุดท้ายงานนี้ก็เอาไปทำ
เป็นกราฟิกผสมผสานกับภาพ ตัวหนังสือ พื้นผิว ฯลฯ ปริ้นลงวัสดุแบบไหน
หรือทำเป็นสามมิติยังไงก็ได้ให้เป็นงานออกแบบที่สมบูรณ์



นั่นคืองานที่ทดลองในเชิงวิชวลแบบเข้มข้น เอาแบบสำรวจกระบวนการคิดก็เช่น
มีงานนึง อาจารย์มีกระป๋องใส่รูปภาพเล็กๆไว้เป็นร้อยๆรูป ทุกคนจับฉลากมาคนละสองรูป
ได้อะไรขึ้นมาก็เอาอันนั้นไปทำเป็นงาน งานอะไรเหรอครับอาจารย์
"งานอะไรก็ได้" อาจารย์ตอบ ไอ้รูปที่ว่านี่ เช่น บางคนได้เสาไฟฟ้ากับเส้นผม
บางคนได้รูปแขนกับรูปคลื่นสัญญาณน้ำตกกับซีดี ฯลฯ อะไรก็ได้ที่อาจารย์ว่านั้น
กว่าจะไปถึงมันทำให้เราสำรวจเชิงวิธีคิดมหาศาลเลยเลยทีเดียว


การเอาของสองสิ่งที่ไม่เกี่ยวกันมารวมกันเป็นงานออกแบบงานนึง
มันทำให้เราต้องทดลองเอามันมาผสมกัน เกี่ยวข้องกัน เปรียบเทียบกัน
ขัดแย้งกัน ปะทะกัน ทำซ้ำกัน แบบเดียวกับการจัดวางองค์ประกอบทางกราฟิก
แต่นี่มันคือการจัดองค์ประกอบทางความคิด มันจับต้องไม่ได้มองไม่เห็น
แบบวงกลมสี่เหลี่ยม มันจึงเป็นการทำงานของสมองล้วนๆ
ก่อนหน้าจะเอามันมารวมกันนั้นยังต้องเลือกด้วยว่า จะใช้ความหมายชนิดไหนของรูป
เพราะอ.ก็ไม่อธิบายว่ารูปนั้นมันมีความหมายอะไรแน่ อยากจะเลือกความหมายแบบไหน
มาทำอะไรกับอีกอันก็เลือกเอาให้มันน่าสนใจก็พอ เขาสนใจกระบวนการตรงนี้
ส่วนปลายทางมันจะเป็นอะไรก็ได้


ของผมน่ะเหรอครับ ผมได้รูปอินเดียนแดง กับแว่นขยาย
ลองนึกเล่นๆดูว่าจะเอาไปทำเป็นอะไรได้บ้าง ที่พอจะ
จำได้ของเพื่อนอย่างไอ้รูปแขนกับคลื่นสัญญาณนั่น
ก็ทำโปรดักต์โทรศัพท์ดรัมเบลเพื่อเตือนให้คุยกับคนไกล้ชิดมากขึ้น
ใช้โทรศัพท์น้อยลง บ้างก็เอามาทำเป็นเกมแฟลช อนิเมชั่น เขียนเป็นการ์ตูน
คอมิกเป็นเรื่องเป็นราว ทำเป็นอัลบั้มรวมเพลง(อันนี้พวกนักฟังเพลง) ร้านอาหาร
บ้าน งานโฆษณา งานปั้นโมเดล พ่นกราฟิตี้ บางอย่างก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ฯลฯ


ของผมเดาออกบ้างไหมครับ อินเดียนแดงกับแว่นขยาย
ว่าผมเอามันมาเกี่ยวข้องกันยังไง ทีแรกผมก็คิดไว้หลายอัน
แต่ทุกอันผมคิดว่าถ้ามันยังเป็นอะไรที่ตัวเองพอจะนึกออกในเวลาไม่นาน
แสดงว่าคนอื่นต้องนึกออกด้วยสิ ก็เลยทิ้งไปหมด
แล้วตั้งใจว่าจะคิดอะไรที่ไม่มีใครคิดออกแน่ๆ
สุดท้ายเอามาทำเป็นนิยายผสมภาพประกอบ
เนื้อหาของเรื่องมาจากการเอาของสองอย่างมาเปรียบเทียบว่า
ในขณะที่อินเดียนแดงชั่งน้ำหนักประเมินสรรพสิ่งบนโลกด้วยความรู้สึก
เช่นดอกไม้สวย ผืนดินไม่มีเจ้าของ คนขาวไม่มีทางมาครอบครองได้
คนขาวกลับมองโลกด้วยวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริง
แว่นขยายคือสัญญลักษณ์ของการมองโลกแบบนั้น
เพราะเมื่อเราเอาแว่นขยายไปส่องดอกไม้ที่ว่าสวยงามนั้น
เราจะเห็นข้อเท็จจริงว่ามันเป็นแค่การรวมตัวกันของเซลล์
และผืนดินสามารถมีเจ้าของได้ด้วยการยึดครอง
แล้วก็ผูกเรื่องจากไอ้วิธีคิดนี้นี่แหละครับ แอบอ้างอิงเจ้าชายน้อยนิดหน่อยที่ว่า
สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ทำให้ตอนไปเสนอนี่ใช้เวลาคุยกับอาจารย์นานมาก
(อาจารย์ท่านนี้ก็นักคิด นักอ่าน) แต่ปัญหาคือ ดันใช้เวลาคิดบรรจงเขียนนานไปหน่อย
พอตอนตัวงานออกแบบจริงๆเลยออกมาเห่ยเลย สม



การเรียนทั้งหมดที่ว่ามามันเหมาะอยู่แล้ว สำหรับคนที่จะมาเป็นนักออกแบบ
ทั้งได้สำรวจขอบเขตของการออกแบบ มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ
คิดค้นหาอะไรใหม่ๆ ในการออกแบบ จากโจทย์อภิมหาหลากหลายที่เราต้องฟันฝ่า
และทุกโจทย์ก็ตั้งไว้ว่าเราจะต้องได้อะไรบ้าง จนครบถ้วนทุกกระบวนการ
ที่นักออกแบบสักคนหนึ่งต้องมี มันจึงตอบโจทย์การจบออกมา
เป็นนักออกแบบทุกชนิดอยู่แล้ว ยิ่งความเข้าใจเรื่องความงามนั้น
เข้าใจแล้ว เข้าใจเลย ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้
และเราจะเอาไปประยุกต์ทำอะไรก็ได้ มันเป็นความเข้าใจที่ถูกขัดเกลา
ถูกทดสอบด้วยโจทย์ ด้วยอาจารย์ ด้วยเพื่อนๆรุ่นพี่และด้วยผู้คนชนิดต่างๆ
มาตลอดหลายปีแล้ว จึงเป็นความเข้าใจในความงาม-รสนิยมที่ซับซ้อน
(หรือบางทีเรียบง่าย) ไม่ต่างจากหมอที่เข้าใจความซับซ้อนของเส้นประสาทมนุษย์
วิศวกรที่เข้าใจความซับซ้อนของเครื่องยนต์กลไก
หรือนักดาราศาสตร์ที่เข้าใจความกว้างใหญ่ของดวงดาวและจักรวาล



แต่มันยังมีอะไรให้เราขุดค้นอีกมามายหลายแบบมากกว่านั้นนะครับ
อย่างเพื่อนหลายคนที่เป็นประเภท "เกิดมาแนว"
ไม่ได้ต้องการหาอะไรมาตอบโจทย์อะไรทั้งนั้น
รู้แต่ว่าตูต้องการอะไรอย่างเดียว บางคนพอเข้าใจอะไรๆทั้งหมดแล้ว
ก็ละทิ้งมันทั้งหมด ใช้อารมณ์และสัญชาตญาณดิบตัดสินเอาอย่างเดียว
กูไม่สนอะไรความสลับซับซ้อนห่าเหวจักรวาลๆของมึงที่ว่ามาทั้งนั้น ไอ้เก้อ
บางครั้งโกวเล้งยังว่า จอมยุทธยามเมื่อฝึกเพลงกระบี่เจนจบแล้ว
ก็กลับทำลายพลังลมปราณ เผาคัมภีร์ ละทิ้งกระบี่
กลับไปใช้กิ่งหลิว แต่เมื่อผ่านกระบวนการอะไรๆทั้งหลายมาแล้ว
ความเข้าใจมันติดตัวมันติดมือเราไปแล้ว เมื่อกระบี่อยู่ที่ใจแล้ว
แม้จะใช้อารมณ์ยังไง เราก็ยังเห็นรากฐานและทักษะที่แน่นหนาอยู่
กิ่งหลิวก็ไม่ต่างจากยอดกระบี่เลย



แต่เดี๋ยวก่อนครับ ผมพูดคำว่าเด็กแนวไปใช่ไหมครับ ขออภัยด้วย
โปรดลืมภาพเด็กแนวเท่ๆขาเดฟไปก่อน เพื่อนที่ผมว่ามันแน้วววววววววแนวนั้น
ไม่ได้มีรูปลักษณ์ภายนอกเท่ๆอะไรทำนองนั้นเลย บางคนก็เป็นอยู่หรอก
แต่บางคนนี่ เราไม่มีทางดูออกแน่ๆ แม่ง ซกมกชิบหาย
แต่ตัวตนข้างในกับสิ่งที่มันทำนี่ พวกมัน"จริง"กับสิ่งที่ทำ
เสียจนผมอยากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆว่า ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าเลยล่ะครับ
(ที่บ้าจริงๆก็พอมี)


ถ้าหากว่าคุณเป็นแบบนี้ เป็นมนุษย์ที่เปี่ยมไปด้วยสไตล์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
สิ่งที่จะได้จากการเรียนคือ เราจะได้รู้ว่า สไตล์ที่เราว่าเราเป็นนั้นมันเข้มแข็งแค่ไหน
เมื่อเจอโจทย์ที่ทดสอบเราหลากหลายรูปแบบ เราจะนำสไตล์เราไปปรับใช้กับมันได้ยังไง
สไตล์ของเรานั้นมันมันมีขอบเขตกว้างขวางแค่ไหน งานที่หลากหลายจะพาเราไปสำรวจ
สไตล์และตัวตนเราทั้งในทางลึกทางกว้าง ทั้งในเชิงเนื้อหาและรูปแบบ
หรือไอ้ที่เราเรียกว่าสไตล์นั้น เป็นแค่เพราะว่าเราไม่กล้าทำอย่างอื่น
ไม่ลองอย่างอื่นหรือเปล่า? เราของจริงกับมันแค่ไหน?
เพราะบางงานมันทำลายความมัั่นใจในความคิดของเราลงอย่างราบคาบเลย
หยั่งกับว่าเขาตั้งใจคิดงานพวกนั้นมาล้างผลาญความเซ้วของเราโดยเฉพาะ!





ปล.โอย  (เหงื่อแตกพลั่ก) เข้าตอนไคลแมกซ์แล้วครับ
บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
ย่อหน้าหลังๆ เริ่มอ่านไม่รู้เรื่องแล้วคัรบพี่เก้อ กร๊าก
ขอย่อยง่ายอีกนิดได้ไหม นะจ๊ะๆ

ป.ล.เอาขึ้นหน้าแรกของเว็บแล้วครับ
เหมาะกับช่วงเวลาปลอบใจเด็กสอบเข้ามหาลัยพอดี

(++++)
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
เออ เริ่มเข้าใจ การเรียนศิลปะ มานิดนึงและ

ตอนที่เรียนวิชาคอมโพส
อาจารย์สั่งทำมือ เอาสีระบาย เอากระดาษแผ่นใหญ่ๆมาตัด มาหัดเรียนสัดส่วน

ตอนนั้นเบื่อมาก เวลาอาจารย์ตรวจงานก็ให้เกรดมา บอกว่าอันนี้ไม่ได้ อันนี้ไม่ดี
เราก็ไม่เข้าใจดิ่ ไหนอาจารย์เคยบอกว่า ศิลปะไม่มีถูกผิด แล้วเราทำผิดตรงไหน

เรียนดรออิ้ง ครั้งแรก อาจารย์ให้วาดหุ่นนิ่ง อาจารย์เดินดูพวกเราที่นั่งล้มวงกันอยู่รอบๆ หุ่น
แล้วพรางพูด ตลอดเวลาว่า หุ่นเป็นอาจารย์ เวลาวาดเรียนรู้เอาจากหุ่น
เราคิดในใจว่า แล้วจะจ้างอาจารย์มาเดินบ่นทำไมเนี่ย

เพิ่งรู้ว่า เค้าให้เราคิดเอง

แต่เราก็ยังเถียงในใจนะ
วิชาที่เราเรียน มันเป็นวิชาพื้นฐานทั้งนั้น
ทำไมอาจารย์ไม่สอนก่อนละ ว่าวาดยังไงให้หุ่น เดวิด มันไม่ประหลาด
ตอนนั้น แอบใช้ไม้บรรทัดตลอด อาจารย์จับโดน สั่งงานแบบคูณสองประจำ

อ๊ะ บ่น จบแล้ว  ฮี่...


รอท่านเก้อมาต่อ


บันทึกการเข้า

อ่านแล้วเคลิ้มว่ะเก้อ กร๊าก
บันทึกการเข้า
อ่านจบมาแล้ว 4 ตอน
เคลิ้มมากเลยอย่างที่พี่ต้องบอก ...

ลั่นเป็นคนหนึ่งที่สนใจในงานศิลปะและงานออกแบบเป็นอย่างมาก
และเป็นคนหนึ่งที่เคยสงสัยว่า นิเทศศาสตร์ กับ นิเทศศิลป์ ต่างกันอย่างไร?
มีกระจู๋หนึ่ง ที่ชื่อว่า "อยากเรียนอะไรต่อ" .. ทำให้เข้าใจและแยกแยะออกว่า
นิเทศศิลป์ และ นิเทศศาสตร์ ต่างกันอย่างไร? โดยพี่เก้อนั่นแหละ ...
และก็รู้ว่า ตัวเองเหมาะสมกับอะไร ...

ตลอดเวลา 3 ปี ที่ชีวิตเด็กคนหนึ่งที่กำลังเข้ามหาลัย มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก
เพราะทั้งชีวิต ยังไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองขนาดนี้ และอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ท้าท้าย
เพราะเพื่อนต่างไปตามทางที่ตนเองฝัน และทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่ (รึเปล่านะ)

บางคนที่อยากเรียนศิลปะ .. เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการฝึกวาดรูปอย่างหนัก
                                     คือทำยังไงก็ได้ ให้พี่ติวมันเห็นว่า ตูพยายามและตั้งใจอย่างถึงที่สุดแล้ว
                                     เช่น วาดมือตัวเองน่าจะประมาณ 500 มือ ในสมุดสเก๊ต ในคาบเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของแต่ละวัน
                                     เออ เห็นแล้วมันสุดยอดจริงๆ สวยด้วย เพราะด้วยความที่มันบอกว่า ฉันอยากเรียนนิเทศศิลป์ ศิลปากร
                                     ทั้งๆ ที่ เกรด มัน 4.00 สอบแพทย์ได้อย่างสบาย
บางคนที่อยากเรียนสายแพทย์ ... เขาใช้เวลาช่วงเย็น หลังเลิกเรียน เรียนพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นวีดีโอ และกินมาม่าเป็นชีวิตจิตใจ
                                            และทุกพักเที่ยงก็จะใช้เวลาอยู่ในห้องสมุด เพื่อแข่งทำโจทย์กับเพื่อนๆ
หลายคนที่ไม่รู้จะเรียนอะไร ... เขาจะเกลียดคำถามที่ว่า .."เฮ้ยเลือกคณะอะไรวะ" .. เพราะเค้าเห็นว่าเป็นคำถามที่หยาบคาย
                                        บางคนก็น่าสงสารจริงๆ เพราะมันไม่รู้ตัวเองว่ามันชอบอะไร
                                        บางคนก็ตอบไปว่า เออวันนี้ฉันจะไปดูดวงก่อน(มีจริงๆ)
และหลายคนที่ถูกพ่อแม่บังคับว่าต้องเรียนสายแพทย์เท่านั้น ... เพื่อนลั่นคนนึง อยากเรียนศิลปะมาก อยากเรียนนฤมิตรศิลป์ จุฬามาก
                                                                                  พ่อมันบอกว่า ... "ใฝ่ต่ำ ถ้าอยากเรียนศิลปะจริงก็หาเงินเรียนเอง"
                                                                                  ทั้งๆที่ฐานะทางบ้านดีมาก และอย่างมันก็เกรด 3.9 กว่า สอบจุฬาคงไม่ยาก
                                                   
ตอนนี้ลั่นก็เป็นคนหนึ่งที่ฝึกฝนเรียนศิลปะ ดรออิ้ง ลงสี หลายอย่าง เพื่อที่จะสอบเข้าคณะที่เป็นตัวเองที่สุด
บอกตรงๆ ว่า สมัครทุกอย่างที่ ลงแทบทุกสนาม ที่เกี่ยวข้องกับ ศิลปะการออกแบบ
ตั้งแต่ นิเทศศิลป์ ศิลปากร ศิลปกรรมจุฬา วิจิตรศิลป์ ม.ช. ฯลฯ ยอมรับตรงๆ ว่าเหนื่อยมากๆ
แต่มันสนุก และท้าทาย .. บางสนามสอบก็ทำให้ลั่นรู้ว่า .. ต้องพัฒนาอีกเยอะ
จากที่ลั่นเคยใช้คอมทำทุกๆอย่างที่สะดวกสบายนั้น มันกลับไม่มีค่าอะไรเลย
ถ้าเราได้ลองลงมือทำเอง มันตื่นเต้น ที่เราได้จัดการระบบความคิด ออกมาเป็นงานออกแบบ
มันสนุกที่ได้หาเทคนิคใหม่ๆ ด้วยตัวเอง (คิดในใจว่าสนุกยิ่งกว่าไปนั่งอ่านเคมี)
อีกอย่างได้อยู่กับเพื่อนที่รักในสิ่งเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด พูดคุยกัน วิจารณ์งานกัน
และการเข้าห้องสมุด การอ่านหนังสือ การดูงานศิลปะ การวิจารณ์งานศิลปะ ช่วยได้มากจริงๆ
เพราะลั่นเชื่อว่า ยิ่งเราดูมาก ยิ่งรู้มาก ... พอไปกทมทีไร ก็อยากไปห้องสมุดศิลปากรทุกทีเลย  ยิ้มน่ารัก
ยิ่งที่อ่านประวัติศาสตร์ศิลป์ มันเป็นอะไรที่ดูแล้วขนลุกเป็นพักๆ เพราะอึ้งในตัวศิลปินหลายท่าน
บางทีก็ร้องไห้หนัก เพราะพี่ติววิจารณ์และชอบพูดประชดรุนแรง เช่น มันสวยละเหรอ ทำใหม่ไหม ฯลฯ
พอได้ลองไปลงสนามสอบจริงแล้ว ... ก็ได้รู้ว่า พี่เค้าอยากให้เราได้ดี
พอมาอ่านที่พี่เก้อเขียน .. ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ในการลงสนามสอบต่อไป  กรี๊ดดดดด

ปล.อยากขอบคุณพ่อแม่มากๆ ที่ไม่ทำลายความฝันของลั่น เปิดโอกาสให้ลั่นได้ไปสอบอย่างเต็มที่
     ขอบคุณแม่มากๆ ที่เป็นกำลังใจให้ตลอด และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะการสอบเดี๋ยวนี้วุ่นวายจัง
     สอบตรง O-net A-net สอบแต่ละที่ค่าสมัครก็ไม่ต่ำกว่าพัน ไหนจะต้องเดินทางไปสอบที่กทม ถึง 3 ครั้ง สงสารพ่อกับแม่  ฮือๆ~
     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 ต.ค. 2007, 14:28 น. โดย น้องลั่น » บันทึกการเข้า

หลายคนที่ไม่รู้จะเรียนอะไร ... เขาจะเกลียดคำถามที่ว่า .."เฮ้ยเลือกคณะอะไรวะ" .. เพราะเค้าเห็นว่าเป็นคำถามที่หยาบคาย
                                        บางคนก็น่าสงสารจริงๆ เพราะมันไม่รู้ตัวเองว่ามันชอบอะไร
                                        บางคนก็ตอบไปว่า เออวันนี้ฉันจะไปดูดวงก่อน(มีจริงๆ)

 ฮือๆ~/
เดี๋ยวไปดูดวงบ้างดีกว่า  หมีโหด~
บันทึกการเข้า

<3.
ฮือๆ~/
เดี๋ยวไปดูดวงบ้างดีกว่า  หมีโหด~

ชวนไปด้วยนะ ฮือๆ~
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 6 7 8 9 10 ... 15
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!