หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10 11 ... 15
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไมต้องเรียนออกแบบ?  (อ่าน 111671 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
+ พี่เก้อครับ
บันทึกการเข้า

รับงานถ่ายภาพ
www.rpash.com


สุดยอดครับพี่  เจ๋ง

การออกแบบที่เป็นความสวยงามนี้แหละที่เอ ออกแบบไม่ได้

รู้แค่ว่ามันสวย ไม่สวย แต่ทำให้มันสวยไม่สวยไม่ได้ ทำได้แค่อุบาทว์  เอือม
บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 ต.ค. 2007, 22:29 น. โดย สาม ส่อน » บันทึกการเข้า






ต๊าย ดูขนแขนอีสามสิ เกย์ออก


บันทึกการเข้า

งบน้อย
ชัดเจนมาก  กร๊าก
บันทึกการเข้า

เอามั่ง
ถ้าไปรวมรวบขายเป็นเล่มแล้วทำปกแนวๆนี้นี่เจ๋งเลยนะเนี่ย กร๊าก
บันทึกการเข้า
 กร๊าก โหวววววว
บันทึกการเข้า

ยิ้มน่ารัก น้องดำ
อยากเขียนแจมมั่ง แต่มันอยู่ในสิ่งที่เก้อบอกจนแทบจะหมดแล้ว  ไหว้

เคยโดนรุ่นน้องปี 1 ที่รู้จัก มันถามอยู่คำนึงว่า "ทำไมเรียนนิเทศศิลป์ ต้องมานั่งวาดรูป Drawing ลงสี ทำองค์ประกอบด้วยมือ จบออกไปทำงานจริงมันใช้คอมพิวเตอร์กันหมดแล้วนะพี่" หลายๆคนที่คิดจะมาเรียนด้านนี้ อาจจะคิดสงสัยแบบนี้จริงๆว่า จะให้ตรูมานั่งทำแบบนี้เพื่ออะไร

จริงๆอยากจะบอกมันว่าเดี๋ยวมึงก็จะรู้เองว่าไอ้ที่ฝึกมามันมีประโยชน์ทั้งนั้นแหล่ะ .... แต่บอกไปก็คงจะไม่เข้าใจ เลยต้องบอกมันไปว่า "ไอ้ที่ต้องมานั่งวาดรูป ลงสี มันเป็นการถ่ายทอดความคิด จินตนาการ รสนิยม จากสมองผ่านมือ สู่ภายนอกให้คนอื่นเห็นได้" ถ้าไม่ฝึกตรงนี้เลย พูดตรงๆว่า จะทำงานออกมาให้ออกมาดียากมาก เชื่อเถอะว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ

อันนี้เสริมหน่อยนึง สำหรับใครที่อยากทำงานโฆษณาในอนาคต

สายงานโฆษณา ทางด้านการสร้างสรรค์ มันแยกใหญ่ๆได้เป็น 2 สาย

1.) Art director   ทำงานเกี่ยวกับด้านออกแบบภาพโดนๆ หรือบางทีก็อาจจะต้องทำกราฟิกด้วย ถ้าจะทำงานในตำแหน่งนี้ควรจะเรียน นิเทศศิลป์ หรือ ออกแบบ จะตรงที่สุด สายงานอื่นที่ทำงานใน ตำแหน่งนี้นี้และเห็นมาทำกันก็จะมี สถาปัตย์, วิจิตรศิลป์ ....ถ้าจะพูดตรงๆเลยก็คือยังไม่ค่อยเห็นจบด้านอื่นเช่น นิเทศศาสตร์, Com Sci มาทำงานในตำแหน่งนี้มากเท่าไหร่

2.) Copy Writer ทำงานเขียนคำโฆษณาให้แจ่มๆ โดยมากในตำแหน่งนี้จะจบมาจากสาขา นิเทศศาสตร์, อักษรศาสตร์ แต่จะมีอยู่หลายคนมากที่จบ นิเทศศิลป์, สถาปัตย์ มาทำงานในตำแหน่งนี้

ถ้าดูให้ดีๆ คนที่เรียนเกี่ยวเนื่องกับสาย Art เช่น นิเทศศิลป์, ออกแบบ, วิจิตรศิลป์, สถาปัตย์ มักจะทะลึ่งไปทำงานในสายที่ตัวเองไม่ได้เรียนโดยตรงเยอะมาก แต่ถ้าดูให้ดีคนที่จบด้านที่ว่ามาจะไปทำงานด้านการสร้างสรรด้านอื่นๆได้ดี อย่างนักเขียนที่ได้รางวัลซีไรต์ ไปสืบประวัติได้เลยว่ากว่าครึ่งจบมาทางด้านศิลปะ-ออกแบบ, ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เก่งๆแทบจะครึ่งๆในกลุ่มนี้เรียนจบมาในสายที่ว่ามา .... คือเรียนด้านนี้มันมีพิ้นฐานช่วยให้เราสร้างสรรงานในรูปแบบต่างๆได้เยอะแยะ สุดจะคาดเดา

ดังนั้นเลือกให้ดี อย่าง น้องสาม กับ นานา ดูแล้วน่าจะเหมาะกับการเรียนนิเทศศิลป์มากกว่า หลงผิดนี่มันเศร้าไปทั้งชีวิตเลยนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 ต.ค. 2007, 02:35 น. โดย 8e88 » บันทึกการเข้า


ขึ้นหน้าแรกเลย เริ่มอาย  หน้าแตก
(อายแบนเนอร์ด้วย) ขอบคุณทุกท่านที่ทนอ่านมาถึงตอนนี้


จากตอนที่แล้วกับช่วงเวลาแห่งการล้างผลาญความเซ้ว
ข้อนี้ก็ได้เจอมากับตัวเอง ที่ผ่านมาค่อนข้างมั่นใจในความคิดและวิธีการตัวเอง
เพราะเห็นว่ามันมาจากการคิดที่ประกอบด้วยที่มาที่ไปรอบด้านครอบคลุม
ไม่ได้มาจากความรู้สึกผิวเผินขาดเหตุผลว่าตัวเองต้องทำอะไรถูกเสมอ ผิดได้ ไม่กลัว
มันจึงเป็นความมั่นใจที่ฝังลึกมาก ซึ่งอันนี้ผมเดาว่าน้องหลายๆคนที่ทำงานเก่งๆตั้งแต่มัธยม
ก็มีความมั่นใจที่ลึกระดับนั้นอยู่ บางทีอาจจะลึกกว่าผมด้วยซ้ำ
เพราะอายุเท่านั้นผมทำอะไรแบบนั้นไม่เป็น
(ข้อนี้ใครร้อนตัวรับก็รับไปนะครับ พอดีพี่แอนเอาไปออกหน้าแรก
ประชาชนทั่วไปน่าจะอ่านเยอะ เลยไม่กล้าเอ่ยชื่อ กร๊าก)


ยิ่งหลายคนทำงานได้ระดับมืออาชีพ ฝีมือเจ๋ง มีผลงานแพร่หลาย
มันย่อมสร้างความมั่นใจให้แน่ๆอยู่แล้ว ว่าที่เราทำนั้นถูกต้อง
จึงย่อมจะเป็นความมั่นใจที่ลึกมาก แต่เอาจริงๆไหมครับ ในวัยเท่านั้นผมก็ยังเชื่ออยู่ดี
ว่าผมมั่นใจมากกว่า ผมมั่นใจในวิธีคิดและ"การสั่งสมรสนิยม"ของผมสุดๆ
ต่อให้เทียบกับน้องๆหลายคนในนี้ ที่เก่งกว่าผมแน่ๆในวัยเท่าๆกัน
ผมก็ยังเชื่อว่าผมมั่นใจกว่ามากอยู่ดี


ยกตัวอย่างให้ฟังชัดๆ ตอนเรียนมีงานเรียนหลายงานเหมือนกัน
ที่ผมส่งอาจารย์ด้วยการเขียนวิจารณ์อาจารย์ลงไปเต็มข้างหลังบอร์ดงาน
มีทั้งเขียนตั้งคำถามสงสัยการสอน ทั้งตั้งใจเขียนด่าเลย
ถึงจะใช้คำสุภาพแต่ความหมายรุนแรงเอามากๆ
ไม่ได้ด่าเรื่องการกระทำอะไรเลยนะครับ อันนั้นไม่มีปัญหา ผมด่าสิ่งที่สอนเลย
เรื่ืองเกรดนี่เรื่องสุดท้ายเลยที่จะนึกถึง ถ้าเราคิดว่ามันไม่ถูก ก็ต้องแสดงออก
ซึ่งสิ่งที่เขียนไปช่วงนั้นผมก็ได้เข้าใจทีหลังว่าตัวเองเข้าใจอะไรผิดๆไป


อีกงานที่มารู้ตัวทีหลังว่าตัวเองผิดเหมือนกัน แต่ผิดคนละแบบ
คือมีงานวิชาสอนไอเดียครีเอถีบ อาจารย์เขาให้ครีเอถีฟมีชื่อท่านหนึ่งมาสอน
แล้วเขาตั้งโจทย์ให้เราคิดโฆษณาทีวี โปรดักต์คือพระเครื่อง
จุดประสงค์คือ ให้บอกว่าพระเครื่องมีขายที่เซเว่นแล้ว
แน่ล่ะว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะเอาพระมาขาย
แค่ที่วางขายตามถนนก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ก็เลยไม่ยอมทำงานนั้น
พอดีมีเพื่อนผู้หญิงในห้องคนนึงซึ่งไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง
(แต่ไม่ได้เป็นคนธรรมะอะไรเลยนะ)
มันส่งงานเป็นกระดาษหนึ่งแผ่นเขียนบอกอาจารย์ว่าไม่ยอมทำงานนี้
เป็นนักออกแบบก็ใช่ว่าจะขายวิญญาณ ให้เงิน ให้ทุนนิยม สนองโจทย์อะไรก็ได้
ที่มันขัดสามัญสำนึกเรา ผมก็เลยเอามั่งแต่คำไม่เท่เท่ามัน

อันนี้มันเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ถึงตอนนี้ทุกท่านคงค้นพบแล้วว่าผมคิดผิด
แต่ผิดแบบว่า ดูซิ จตุคาม ตื้อ ดื่อ ทั้งเซเว่นทั้งสเวนเซ่น สังคมยอมรับกันซะขนาดนี้
นี่แสดงว่าอาจารย์เขามองการณ์ไกลจริงๆ โอยยย ผมขอโทษครับจารย์
(กลับใจตอนนี้หวังว่าพ่อจตุคามท่านคงไม่มาหักคอผมนะ)

นอกเรื่องไปนิด แต่ก็นั่นแหละครับตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
ความเซ้วอันฝังลึกนั่น ก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างไม่มีบกพร่อง


แต่ครับ แต่! ถึงจะพกความมั่นใจมาล้นถังขนาดนั้น ในช่วงที่ต้องเรียนมาถึง
เนื้อหาในระดับ"ขุดลึก"แล้ว เมื่อเจอบางงาน หรือคำวิจารณ์บางอย่างของอาจารย์
มันเหมือนกับมีส้นเท้ามาตบที่หน้าเราฉาดใหญ่!
และว่า "ไอ้ที่บอกว่ามึงแนว มึงเจ๋ง มีสไตล์ตัวเองเนี่ย
ที่แท้ก็แค่มึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างอื่นยังไง! "
และ "ที่แท้ มึงก็กลวงเปล่า!"

มันเล่นเอาเราเซถลา หน้าชาไปเลย แม้แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่คนๆนึงจะมีอย่าง"สไตล์"นั้น
กลับกลายมาเป็นกรงขังความคิดสร้างสรรค์เสียเอง
มันเป็นปมปัญหาเกี่ยวกับตัวตนของเราที่ฝังอยู่ลึกมาก
สิ่งนี้ย่อมส่งผลออกมาถึงงานออกแบบที่ติดแหง็ก คล้ายกับเจอทางตัน 
ปลายสุดของทางเท่าที่อีโก้โง่ๆแบบนั้นจะส่งเรามาถึงแล้ว


เราเข้าใจว่าตัวเราเป็นดักแด้ที่เติบโตเต็มที่อ้วนท้วนสมบูรณ์เจ๋งที่สุด
เรานอนพุงกางมั่นใจอยู่ในกรอบ-ในเปลือกที่สร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวเอง-ไอ้ดักแด้โง่ๆตัวนั้น

มันจึงเป็นขั้นตอนที่เราต้องเลือก ว่าจะจมปลักอยู่ในรังต่อไป
หรือยอมเจ็บปวดกับการปริแตกของเปลือกที่ห่อหุ้ม ละทิ้งความมั่นใจโง่ๆ
เพื่อที่จะบินสู่โลกที่กว้างกว่าจริงๆเสียที จะเรียกสิ่งนี้ว่า "การเติบโต" ก็คงได้


แต่กว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ กว่าเราจะรู้ตัว ก็ต้องก็อาศัยขั้นตอนฝ่าฟันทำงานทั้งหลายแหล่
ผ่านเพื่อน อาจารย์ รุ่นพี่ ผู้คนรอบข้าง วิถีชีวิตยาวยืดที่ว่ามาทั้งหมดเสียก่อน
ตรงนี้ผมนึกไม่ออกเลยว่า ถ้าผมไม่ได้เรียนออกแบบนี่ ไม่ได้ผ่านอะไรพวกนั้นมา
ผมจะมาถึงขั้นตอนนี้ได้ด้วยวิธีการไหน ยิ่งไปกว่านั้น ผมจะผ่านมันไปได้ยังไง


ที่ว่ามามันเกิดขึ้นช่วงปีสาม ที่ทั้งผม ทั้งเพื่อนทุกคนก็เอาแต่พูดคุยกันเรื่องนี้
ความงุนงง สงสัย ขุ่นแค้น ในสิ่งที่เรียนมา ในตัวอาจารย์ ในตัวเราเอง
ในพัฒนาการของผลงานของเราเอง มันตีกันวุ่นวายไปหมด
นึกถึงบทสนทนาของผมกับเพื่อนๆในช่วงนั้น มันแทบจะเป็นสงคราม
ที่คุกกรุ่นตลอดเวลา สิ่งนี้มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
กระบวนการความคิดทั้งหมดที่ผมว่ามาก็เช่นเดียวกัน
มันไม่ได้เดินเรื่องชัดเจนเหมือนที่เขียนหรอก  เมื่อเวลามันผ่านไปแล้วนั่นแหละ
เราจึงสามารถหาคำอธิบายให้มันได้ เพราะในช่วงเวลานั้นความคิดทั้งหลาย
มันค่อยๆสะสม ค่อยๆก่อตัว ค่อยๆขุ่นคลั่ก ค่อยๆคลี่คลาย
ขณะที่เรานั่งกรีดบอร์ดพรีเซ้นงาน ตอนที่เรานั่งกินเหล้าคุยกับเพื่อน
ตอนที่เราคลิกเมาส์ทำงานเงียบๆอยู่หน้าคอมนั่นแหละ


จนกระทั่งต่างคนก็ต่างหาคำตอบให้ตัวเองได้
ต่างคนก็ต่างเข้าใจ ซึ่งไม่มีใครเหมือนกันแน่ๆ
ไอ้ความเข้าใจในตอนนี้แหละครับ ที่จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของแต่ละคน
ว่าเราจะกลายเป็นใครต่อไป...



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 ต.ค. 2007, 09:32 น. โดย เก้อ » บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
รออ่านต่อครับ  กรี๊ดดดดด
บันทึกการเข้า
 ไหว้ รออ่านต่อครับ
บันทึกการเข้า
อ่านถึงตอนนี้ เหมือนกับพวกฝึกวิชากำลังภายใน
ก่อนที่จะฝ่าด่าน 18 อรหันต์ สำเร็จออกมาจากวัดเลย  ฮิ้ววว
บันทึกการเข้า
ทุกวันนี้ยังคงคุยกับเพื่อนๆเรื่องแนวทาง แนวความคิดในการทำงานอยู่เลยครับ

ไอ้ที่ว่าเข้าใจๆ ก็กลายเป็นเอาไงแน่วะเนี่ย อยู่เสมอ เมื่อเวลาผ่านไป
แต่ไม่ได้หมายความว่ามันย้อนกลับไปถึงยุคเรียนนะ
มันขี้คายไปได้เยอะแหละ แต่ก็ยังไม่ "ถึง" เสียที
(และคาดว่าคงอีกนานเลย)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 ต.ค. 2007, 10:26 น. โดย อ๋าห์ พาเพลิน » บันทึกการเข้า

        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R
พี่อ๋าพูดขึ้นมาแล้วมาเติมตรงนี้ดีกว่า
พอดีคิดว่าจะเติมแล้วมันไม่เข้ากับเรื่องเท่าไร
เพราะเรื่องมันเน้นตอนเรียน ก็ต้องว่าตอนเรียนให้มันสุด

คือไอ้ที่เขียนๆนี่ ผมก็เกรงอยู่ว่ามันให้ความรู้สึกเหมือน
หนังที่มีตอนจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง ทุกคนได้หัวเราะ ได้ร้องให้
ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ(ได้กับนางเอกด้วย) ชีวิตจริงๆดันไม่ได้จบแค่นั้น
พระเอกนางเอกได้กันแล้ว อยู่กันอาจมีทะเลาะกันรักกันเลิกกันอีกไม่จบสิ้น

คงเหมือนที่ลุงอ๋าว่า เราเรียนรู้และเปลี่ยนใจ
เปลี่ยนความคิดเห็น เปลี่ยนจุดยืน เปลี่ยนพรรคกันได้ยันเข้าโลง

ไอ้ที่ว่าๆมาเนี่ย อาจค้นพบทีหลังอีกก็ได้ว่าตัวเองผิด
แต่พอดีนึกได้ว่าคนมันเปลี่ยนใจกันได้ตลอดชีวิต 
เลยถือคติว่า ช่วงชีวิตไหน คิดแบบไหน เห็นแบบไหน แสดงออกมาให้ชัดเจน
จะไปพบว่ามันผิดทีหลัง หรือกลับมามองแล้วมันเด๋อก็คงไม่เป็นไร
(จริงๆเห็นตัวเองเด๋อแล้วฮาออก กร๊าก)

ปล.มีใครอยากช่วยทำแบนเนอร์ไหมครับ (หมดมุก
แถมไม่มีเวลา คนต้องทำมาหากินนะครับเนี่ย ไม่ใช่ว่าว่าง)

บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
อ่านมาน้าน อ่านมานาน ยอมสมัครสาวกเพราะจู๋นี้นี่เอง  เจ๋ง

เรื่องที่สมัยนี้ไม่ค่อยมีใครสัเกตเห็นอีกอย่างก็คือ Tools ในโปรแกรมพวกนี้ ก็ล้อมาจาก"ของจริง"ทั้งนั้น คนที่เขาเคยใช้ของจริงมาก่อน มองไอคอนบางทีก็เข้าใจได้เอง ว่ามันคืออะไร ไว้ทำอะไร ไม่ต้องเปิดคู่มือ เช่น Dodge/Burn Tools ในโฟโต้ฉับนั่นไง ใครเคยล้างอัดรูปเองก็คงรู้ว่า ไอ้ที่ทำมือเป็นรูป โอ่เค๊ มันเกียวกับการ Burn รูปยังไง

คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่จำลองตัวเองเป็นเครื่องมืออื่นอีกทีครับ มันเป็นแค่นั้น ทำได้ดีมั่งไม่ดีมั่ง เช่นจำลองว่าเป็นพิมพ์ดีดได้ดีมาก จนพิมพ์ดีดจริง ๆ สูญพันธุ์ไปเลย จำลองว่าเป็นเครื่องเกม... อันนี้ยังเถียงกันอยู่ จำลองเป็นโรงหนังควบ ไทย ฝรั่ง ญีี่ปุ่น อันนี้ก็  หื่น
บันทึกการเข้า

เช็ดดดดดดเม่น!
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10 11 ... 15
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!