หน้า: 1 ... 14 15 16 17 18 19 20 [21] 22 23 24 25 26 27 28 ... 43
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ถอดเพลง  (อ่าน 439779 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้


แปลเพลงได้สวยมากลุง  เจ๋ง

สมแล้วที่โตมาพร้อมๆ กับเพลง
บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
MV แรกที่ผมได้ดูของ RHCP เพลง by the way

คิดในใจ

เห้ย...sound แม่งแปลกดีหวะ(ไอ้คนขับรถไปโผล่ใน beck ด้วยนะ) MV ก็เจ๋ง  ฮาดี วงห่าไรวะ

จนอีกอันที่ประทับใจซึ่งเพิ่งได้ดูเหมือนกัน คือเพลง can't stop ทั้งกลิ่น ทั้งสไตล์เพลง  ในMV บ่งบอกถึงความเป็น redhot ได้ดี

ไหนไอ้การแก้ผ้า เอาผ้าขนหนูเหน็บเป็นผ้าี่เตี่ยวขึ้นเล่นคอนเสิร์ต อีก เป็นอะไรที่แหวกมากๆ เป็นวงที่เหมาะแก่การเล่นสดมากๆ

อีกวงที่ผมกำลังตามฟังคือ ร็อครุ่นดึกอย่างวง Rolling Stone หลังจากหาเพลง jumping jack flash เพราะเห็นใน 20th พูดถึงเลยอยากฟัง

บันทึกการเข้า

"...ถ้าสายตาเราชินกับในที่มืดแล้ว คงยากที่จะเพ่งมองโลกภายนอกได้..."
ยังงั้นต้องฟัง มาร์ค โบแล่นวงทีเร็กส์สิ กร๊าก
 
บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
วันนี้ผมยังเอา twenty century boy ไปเปิดบ้านพี่อยู่เลย  กร๊าก
บันทึกการเข้า

"...ถ้าสายตาเราชินกับในที่มืดแล้ว คงยากที่จะเพ่งมองโลกภายนอกได้..."


มาสารรูปว่าเพลงฝรั่งเก่าที่สุดก็คงเป็น สุกี้ยากี้  เศร้า
บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
ตอบคุณครู tommyrnb

ครับ เพลงประเภทนี้ เป็นเพลงปลุกใจแบบ High Energy จริงๆ ฟังแล้วเต้นได้ทั้งวันทั้งคืน  กร๊าก

ที่หนุ่มๆสาวๆประเภทสามสี่และห้าเค้าชอบฟังกัน คงเพราะเค้าต้องสู้กับสังคมที่ไม่ได้ให้การยอมรับ
ี่ต้องสู้กับสายตา ทัศนคติ ครอบครัว แม้แต่ กับคนไม่รู้จักที่เดินสวนผ่านและมาตัดสินความดีเลวจากสิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็น
ชีวิตมันเหนื่อย ชีวิตมันล้า ถ้าไม่มีความสนุกปลุกใจเข้าช่วย ก็คงจะอยู่ต่อไปอย่างยากลำบากและตายทั้งเป็น
จากคำบอกเล่า คนเพื่อนผมคนนึง ซึ่งปัจจุบันคงแปลงสภาพตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

ผมเองก็ชอบเพลงเดียวกับครูนี่แหละ "I love The nightlife" คนเราทุกคนมี Daylife เป็นองค์ประกอบหลักกันอยู่แล้ว
แต่ลึุกๆ ทุกคนก็คงจะมี Nightlife ที่ไม่ได้แสดงออกให้ใครได้เห็น ไม่ได้ปลดปล่อยมันออกมา และหลายคนไม่รู้ตัวว่ามี

ไม่ได้หมายถึงเรื่องของการเป็นสาวแตกหรือแมนจ๊ะจ๋า อย่างเดียวนะครับ
ผมหมายถึงนิสัยส่วนตัวลึก ทัศนคติลึกๆ หรือแม้แต่ความชอบลึกๆ ที่เราเก็บกดเอาไว้ และมักแสดงออกตอนเมาเหล้าหรือขาดสติ
ผมชอบเวลากลางคืน ผมชอบปลดปล่อย Nightlife ของผม บางทีมันก็บำบัดอะไรบางอย่างของเราได้ดีขึ้น

--------------------------
ส่วนของลุงเป็ด ไม่ให้เวลากรองความคิดมั่งเลยลุง คนทำงานมานั่งเรียบเรียงความคิดมันยากน่ะ

บทเพลง แห่้งการดิ้นรนของชีวิต?
 
เมื่อก่อนผมชอบฟังมาก เวลาผมเศร้าๆแล้วอยากซ้ำเติมตัวเองเสียงให้พอกับความผิดบาปของตัวเอง

I don’t want to die, I sometimes wish I’d never been born at all

ความตายมันช่างน่ากลัว น่ากลัวซะจนกูไม่น่าเกิดมาเพื่อพบเจอกับมันเลย..

ผมชอบภาษาลุงว่ะ ไม่เคยแปลแล้วก็ เออ พอใจกับที่แปลนะ
การแบ่งเป็นภาคๆ ทำให้เข้าใจมันได้ง่ายขึ้น

แต่ก็นั่นแหละ เพลงปลงตกกับชีวิต

ชีวิตที่ทุกคนย่อมต้องผิดพลาด ชีวิตที่ไม่อยากให้คนที่รักต้องเสียใจ
ชีวิตที่ต้องอุธรณ์ตัวเองต่อคนทั้งโลก

ชีวิตที่แม่ง สุดท้าย ก็ไม่มีอะไรมากมายเลย นอกจากใจตัวเอง

Anyway the wind blows, doesn’t really matter to me,...To me

and me too...

------------------------------------

ตัดหน้าไปตั้ง สามหน่อ  ชิ
บันทึกการเข้า

- R u Happy with ur Rock&Roll ? -
ถอดอันนี้ของพี่ร่ม มียาวครับ
ใจเย็นๆ กร๊าก
บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
พอเก้อบอกว่ายาวนี่ มันจะยาวขนาดไหนวะ  กร๊าก
บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>
ฮู้ยยยยยยยยยยยย  ลุงเป็ดสุดยอดดด  กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด


รอเก้อมาขยายต่อ  กรี๊ดดดดด
บันทึกการเข้า

i'll walk until i find u.
 กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด มาฟังรุ่นเก่าๆเค้าคุยกัน
บันทึกการเข้า

หนุ่มอักษรรักแน่ รักแท้ตลอดกาล~
 กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด
บันทึกการเข้า
กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด มาฟังรุ่นเก่าๆเค้าคุยกัน

เนอะกันย์ เนออะ กรี๊ดดดดด


มาที่เพลงนี้ เพลงฮิตประจำคาราโอเกะ
เกร็ดอย่างแรกที่อยากบอก บ้านของเฟรดดี้ ที่อยู่บนบน ถ.ฮอลแลนด์
ย่านเคนซิงตั้นนั้น ผมนั่งรถเมล์ผ่านประจำ(เพื่อไปร้านเจ๊หมวยซื้อมาม่า)
และเพลงนี้ก็เขียนขึ้นที่บ้านแกหลังนี้นี่ล่ะ เขาว่าว่าเฟรดตั้งใจเขียนเพลงนี้ด้วยความคิดที่ว่า

"กูจะสร้างมาสเตอร์พีซ"

และเขาก็ทำสำเร็จ ตอนที่ทางวงทำดนตรี พวกเขาก็ยังว่า
จริงๆเพลงนี้มันอยู่ในใจของเฟรดชัดแล้ว พวกเขาแค่ทำมันออกมา

มาเริ่มที่ชื่อเพลง โบฮีเมี่ยน แรปโซดี้  ที่อาจแปลได้ว่า บทเพลงของเสรีชน
Bohemian นี่ที่มาที่ไปยืดยาว เอาแบบสั้นๆคือ ฮิปปี้ในยุค 1900 ต้นๆ
รากศัพท์แท้ๆ มาจากชื่อเรียกของชนเผ่ายิปซีที่เร่ร่อนอยู่ใจกลางทวีปยุโรป
จนศัพท์นี้ถูกนำมาเรียกเหล่าผู้รักเสรีในยุคต้น 1900 หากจะจำได้
ภาพยนต์เรื่อง มูแล็ง รูจ นั่นแหละ พระเอกที่ยวน แม็คเกรเกอร์นั้นน่ะ ใช่เลย
โบฮีเมี่ยน มักประกอบอาชีพนักเขียน นักแสดง นักการละคร นักดนตรี
และมีแฟชั่นเหมือนชาวยิปซีหรือแขก(ยิปซีก็คือแขกเซมิติกจำพวกหนึ่ง)
ค่านิยมนี้ยังสืบทอดมายังพวกฮิปปี้ยุค 60 ที่ชอบแต่งตัวแขกๆ ยิปซีๆอีกนะ
Rhapsody เป็นศัพท์โบราณนิดๆ เหมือนคำว่าร่าย หรือกาพย์
แต่ความหมายมันเป็นการเรียกประเภทของเพลง

รวมๆความแล้ว อาจถอดออกเป็นไทยว่า บทเพลงของเสรีชน
หรือมหากาพย์แห่งเสรีชน ก็ฟังโบราณนิดๆเข้าเค้า

ประวัติศาสตร์ของเพลงนี้ก็มีเยอะเหลือเกิน หนึ่งในครั้งที่เขาว่ากันว่า
ทางวงได้บอกความหมายชัด นี่อุตส่าห์ไปกูเกิ้ลมาเลยนะ คือตอนที่อัลบั้มนี้
ออกวางที่อิหร่าน ในปกมีคำอธิบายเป็นภาษาเปอร์เซียไว้ด้วย ความว่า

"เพลงนี้ พูดถึงหนุ่มคนหนึ่ง ที่ฆ่าคนโดยไม่ได้ตั้งใจ เหมือนเรื่อง Faust (โอเปร่าเรื่องหนึ่ง)
เขาขายวิญญานให้ปีศาจ ก่อนวันที่เขาจะถูกประหาร เขาเรียกหาพระเจ้าในภาษาอาหรับ
Bismillah-บิสมินหล่า (ถึงเราจะเรียกว่าพระอัลเลาะห์  จริงๆคำว่าอัลเลาะห์ก็แปลว่าพระเจ้าหรือ God
นั่นแหละ)แต่ด้วยความช่วยเหลือของเทพเทวา เขาจึงสามารถกอบกู้วิญญานของตน
จากไซฏอนได้" ไซฏอน คือ ซาตานในภาคอาหรับ

ยังไงก็ตาม มันเป็นความหมายที่ไม่ได้รับการยอมรับนัก

มาลองฟังพวกเขาพูดเองดู พวกเขาแทบไม่อธิบายอะไรเลย
เฟรดดี้นั้นเคยบอกว่า "ให้ฟังเอาเอง คิดเอาเอง และตัดสินใจเอาเองว่ามันพูดถึงอะไร"

รวมไปถึง ไบรอัน เมย์ ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า
"ผมจะไม่ยอมปริปากบอกหรอก ว่ามันเกี่ยวกับอะไร
อย่างนึงคือ ผมก็ไม่เคยรู้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร และถึงผมรู้
ผมก็ไม่บอกอยู่ดี ผมเห็นว่ามันเป็นการทำลายความดีงามของเพลง
ถ้าเจ้าของเพลงต้องมาอธิบายมัน  เพลงที่ยอดเยี่ยมน่ะ
มันยอดเยี่ยมได้ก็เพราะว่ามันเชื่อมต่อกับตัวคุณเอง
กับประสบการณ์ของคนฟังเองต่างหากล่ะ

เฟรดดี้เค้าน่ะก็ต้องต่อสู้กับปัญหาในชีวิตส่วนตัวเขา
เขาเลยอาจจะเอามันมาใส่ในเพลงก็ได้ เขาเป็นคนที่พยายามสร้าง
ตัวตนของตัวเองใหม่เสมอ(เฟรดดี้ตั้งชื่อให้ตัวเอง)
แต่ยังไงก็เหอะทางที่ดี ให้มันกลายเป็นคำถามต่อไปนั่นแหละดีแล้ว"

คำไบ้มีเท่านี้ และผ่านมาสิบๆปีพวกเขาก็ไม่เคยปริปากถึงมันจริงๆ
และคนเขียนก็นอนอยู่ใต้รากมะม่วงแล้ว โอเค เขาเคยพูดครั้งนึง
เมื่อคนได้แต่ซัก เขาว่า "อ๋อ...กลอนพาไปน่ะ"("Random rhyming nonsense")

เพราะงั้น ทั้งหมดจากนี้  ตีความจากนี้ ผมคิดของผมเอง

โดยรวม มันคือผลสรุปของตัวตนของเฟรดดี้  บทสรุปของชีวิตทั้งชีวิตของเขา
ชีวิตที่ยุ่งยากซับซ้อน หรืออาจเข้าใจไม่ได้เลย ...พอๆกับเพลงนี้

เศษชิ้นส่วนของชีวิตของเขาเหล่านั้น ก็เช่น
คำอาหรับ คำประหลาดๆอย่าง Bismillah, Scaramouch, Beelzebub คือคำอาหรับแน่แท้
และแปลความหมายได้เหมือนที่พี่ร่มแปล  บิสมินล่าห์ อันนี้ถ้าใครเป็นชาวมุสลิม ก็คงรู้จักดี
ความหมายอย่างที่ลุงร่มว่าในนามแห่งพระอัลลาห์เจ้า (ผมชอบคำนี้ที่พี่ร่มแปลมากเลย ให้ทั้งความหมาย ทั้งภาพพจน์)
สคารามูช แปลว่าพวกขี้ขลาด แต่ขี้โม้ หรือพวก ส่วนบีลซะบับ คือหนึ่งในชื่อเรียกเหล่าปีศาจ
ที่พี่ร่มว่า บุตรแห่งซาตานยิ่งชัดเจนเลย

สาเหตุที่มีคำพวกนี้ เพราะชาติกำเนิดที่ยุ่งยากของเขา เกิดจากครอบครัวเชื้อสายแขกฟาร์ซี
เป็นเปอร์เซียพวกหนึ่งที่นับถือโซโรอัสเตอร์ ซึ่งศาสนานี้ใช้ภาษาอาหรับ
เขาโตมาอย่างแปลกแยกกับทุกหนทุกแห่งกับทุกๆมิติ เขาเป็นอินเดีย
แต่เกิดโตที่เกาะแซนซิบาร์อาณานิคมอังกฤษที่ชายฝั่งแทนซาเนีย แอฟริกา
แล้วมาเติบโตวัยรุ่นที่อังกฤษ เขาจะนิยามตัวเองว่าเป็นใคร หรืออะไร
ที่ไหนคือบ้านของเขา ทืี่ไหนคือรากที่เขาต้องกลับไปหา?

ผมว่าไม่มีเลยสักแห่ง

นี่แค่ว่าตัวเองมาจากไหนนะ ในแง่นิสัยใจคอ เขารักการฟังเพลง
หลงไหลในดนตรีร็อค ในสังคมครอบครัวอินเดีย นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ
แต่ในขณะเดียวกัน สังคมคนขาวโลกของชาวร็อค ก็ไม่อาจอ้ารับเขาได้อย่างเต็มร้อย

ที่สำคัญที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป แม้ว่าเขาจะมีแฟนเป็นผู้หญิง
แต่หลังจากนั้น หลังจากผ่านชีวิตที่เขาเป็นแค่คนแปลกหน้าในทุกๆที่
ที่เขาดำรงอยู่  เขาก็ค้นพบว่าเขายังแปลกหน้าสำหรับตัวเอง

เขาแปลกหน้าแม้กระทั่งกับตัวตนของตัวเอง

เขาเผชิญหน้ากับคำถามว่า จริงๆในร่างกายกำยำหน้าหนวดนี้
เขาไม่ได้รักในเพศตรงข้าม เมื่อความจริงนี้ปรากฏชัดกับเฟรดดี้เอง
เขาจึงค่อยๆประกาศจากคนไกล้ตัว และปล่อยเต็มที่แก่สาธารนชนในเพลง
I want to break free ที่มิวสิควิดีโอเพลงนี้ กลายเป็นมิวสิควิดีโอที่คลาสสิคที่สุด
อันนึงของโลกดนตรี ทุกวันนี้ก็ยังมีคนเอาไปล้อเลียนอยู่


และรู้สึกถึงความแปลกแยกมาตลอดชีวิตของเฟรดดี้ เปราะบาง
จนเขาแทบจะระเบิด ก็นำมาซึ่งการระเบิดตัวตนของเขาบนเวที
เฟรดดี้เต็มที่กับทุกวินาทีที่อยู่บนเวทีเสมอ และแสดงตัวตนออกมาชนิดไม่มีกั๊ก


และสิ่งนี้ นำมาซึ่งเรื่องราวในเพลง ที่เขาพูดถึงชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง
ผู้ยากจนและแปลกหน้า และยังถูกทดสอบด้วยเหตุการณ์หลายต่อหลายอย่าง
หลายความเชื่อ แม้แต่พระอัลลาห์เจ้า

I’m just a poor boy, i need no sympathy-
Because I’m easy come, easy go,
A little high, little low,
Anyway the wind blows, doesn’t really matter to me,...To me

ข้าเป็นเพียงเด็กอนาถา แต่ความเมตตาหาต้องการไม่
เพราะ ข้าเพียงอยู่อย่างง่ายๆ นึกจะไปก็ไปจะมาก็มา ชีวิตลุ่มๆดอนๆ
ไม่ว่าอย่างไร สายลมยังคงโชยพัด โลกนี้ไร้แก่นสารในสิ่งใดให้ข้ายึดถือได้เลย


ท่อนนี้ก็น่าจะบอกได้ชัด และองก์ 2 ที่พี่ร่มแบ่งไว้
ก็บอกถึงว่า เมื่อเขาเผชิญโลกจริงที่แปลกแยก
โดยมีแม่ที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้ ผมว่าบางทีคำว่าแม่
อาจหมายถึงทั้งแม่จริงๆ และหมายถึงความเป็นหญิง
ในตัวของเฟรดดี้เอง

I don’t want to die, I sometimes wish I’d never been born at all.
ข้าไม่อยากตาย ในบางขณะจิตข้าคิดว่าข้าไม่น่าจะเกิดมาเสียด้วยซ้ำ

เขาทั้งดูถูกตัวเองในบางหน และทั้งปลอบประโลมตัวเอง ด้วยคำว่า
any way the wind blows...อย่างไรสายลมยังโชยพัด

เมื่อเข้าสู่ องก์พิพากษา
นั่นก็ยิ่งชัดเจน และท่อนนี้ ยิ่งเป็นการผสมปนเปของ
การพิพากษาเขาในหลากรูปแบบ จากผู้คน จากครอบครัว
ที่ยึดโยงอยู่กับความเชื่อเรื่องพระเจ้า และถ้อยคำจากภาษาอาหรับ
Scaramouch, Beelzebub และตัวเขาที่ต่อสู้เพื่อจะหลุดพ้นจากมัน
Bismillah! we will not let you go      let me go
ในนามแห่งพระอัลลาห์เจ้า ไม่,เราจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไป   ปล่อยเขาไป


และ Mama mia ที่เป็นคำอุทาน เหมือนๆ โอ้ มายก็อช
คนมีอายุหน่อยชอบพูด ผมได้ยินประจำเวลารถเมล์เสีย
หรือหยุดวิ่ง ก็มักจะมีเสียงบ่นงึมงัมขึ้นมาว่า มะหม่ามี้ย่าาาา

เมื่อมาถึงครึ่งหลังของเพลง ก็พูดถึงการต่อสู้นั้นชัดๆ
ซึ่งผมเข้าใจว่า มันคือการต่อสู้ในจิตใจที่จะเอาชนะ
กับความรู้สึกที่ว่า "จะเอาตัวเองไปวางไว้ตรงไหน" มาตลอดชีวิต
เขาเริ่มท้าทายมัน เขารู้ว่าตัวเองทำได้ เขาต้องปลดปล่อย
และมันอาจกินความถึงความรักของเขา ที่มอบให้เขามีรัก
แต่ไมอาจสมรัก เพราะเพศสภาพอันแปลกแยก

So you think you can stone me and spit in my eye-
So you think you can love me and leave me to die-
Oh baby-cant do this to me baby-
Just gotta get out-just gotta get right outta here-

ท่านคงคิดว่าจะขับไล่ขว้างปาข้า ถ่มน้ำลายใส่ตาข้าได้สินะ
ท่านคงคิดว่าจะมอบความรักแก่ข้า แล้วกลับทอดทิ้งให้เฉาตายได้อย่างนั้นหรือ
โอ้ ที่รัก ท่านทำกับข้าเช่นนั้นได้หรอก
ที่ข้าต้องทำคือออกไป ข้าต้องได้สิทธิที่จะออกไปจากที่นี่


แต่ทั้งหมด ไม่ว่าเขาจะต่อสู้ หรือค้นหาทางออกสักแค่ไหน
สุดท้าย ชีวิตมันก็เท่านี้

Nothing really matters, Anyone can see,
Nothing really matters-,nothing really matters to me,
Any way the wind blows....

ไม่มีสิ่งใดจีรัง ทุกคนคงได้เข้าใจแล้ว
ไม่มีสิ่งได้อยู่ไปตลอดกาล ที่ผ่านมาข้าเพียงยึดติดไปเอง
อย่างไรสายลมก็ยังคงโชยพัด....


ผมชอบที่พี่ร่มแปลมากครับ Nothing really matters-ไม่มีสิ่งใดจีรัง
ท่อนนี้น่าจะเป็นการถอดความที่ได้ใจความที่สุด

สุดท้าย ทางออกในเพลงจะคืออะไรก็ตาม จะฟังดูเข้าใจชีวิตแค่ไหนก็เถอะ
ในชีวิตจริงๆเขายังต้องต่อสู้กับมันต่อไป จนวาระสุดท้าย แม้สาเหตุการตาย
เขาก็ตายด้วยโรคเอดส์ โรคที่มาพร้อมความรักความต้องการ
ที่ขัดแย้งและเผาเขาอยู่ภายใน

เขาสร้างตัวเองใหม่ ตั้งชื่อให้ตัวเองใหม่ ไม่เคยพูดถึงอดีตก่อนที่เขา
จะมาเป็นชื่อเฟรดดี้ ไม่เคยพูดถึงเชื้อสายฟาร์ซีหรือวัยเด็กของตัวเอง
เขาเคยถูกจัดให้เป็นร็อคสตาร์เชื้อสายเอเชียคนแรกของโลก
แต่แท้จริง เขาอยากให้คนจดจำในฐานะร็อคสตาร์ฝรั่งผิวขาวด้วยซ้ำ
เขายังเคยถูกจัดให้อยู่ใน 1 ในคนเชื้อสายเอเชียที่ทรงอิทธิพลในโลกอีกด้วย
(ไทมส์จัดมั้งถ้าจำไม่ผิด)

ปีที่แล้ว มีข่าวค่อนข้างดังที่ผมได้อ่านในหนังสือพิมพ์
มันคือปีครบรอบ 60 ปีชาตกาลเฟรดดี้ หลายๆที่ก็มีการจัดงานฉลอง 
รวมไปถึงรัฐบาลแซนซิบาร์มีคนดำริจะจัดงานนี้อย่างยิ่งใหญ่
ถือว่าเขาคือเลือดเนื้อเชื้อไขแซนซิบาร์ที่โด่งดังที่สุดในโลก
แต่สุดท้าย งานก็ถูกต่อต้านจนยกเลิก เนื่องจากศาสนาอิสลาม
ซึ่งเป็นศาสนาประจำรัฐถือว่า การเป็นเกย์คือบาปชนิดหนาหนึ่ง
เขาจึงไม่คู่ควรกับการยกย่องใดๆ

สุดท้าย บ้านหลังนั้นที่เคนซิงตั้นของเฟรดดี้ รวมถึงทรัพย์สินส่วนใหญ่
เขายกให้กับคนรักที่เป็นผู้หญิงคนเดียว ในชีวิตวัยรุ่นของเขา
ซึ่งเขารักดั่งชีวิต  ถือเป็นเพื่อนแท้และรักแท้เดียวของเขา
และหนึ่งในเพลงรักที่เศร้าที่สุดในโลกอย่าง Love of my Life
ก็แต่งให้กับเธอ..แน่ล่ะ เขาเป็นเกย์ แต่ความรักก็คือความรัก
มันมีความหมายเดียว





บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
อดภูมิใจเล็กๆ ไม่ได้ที่เก้อชมว่าแปลดี  หยี
ชีวประวัติของป้าเฟรด พี่ก็เคยศึกษามานะ แต่จับความได้ไม่ละเอียดเท่าเก้อ
เพลงของป้าแกเองก็แสดงถึงสภาพจิตใจป้าเป็นอย่างดี
I want to break free นี่ก็ฮามาก แต๋วสะใจ
Don't stop me now เพลงเร็วกระชากอารมณ์อันดับหนึ่งในดวงใจ
Bicycle ride นี่ก็กัดได้สะใจมาก
และอีกมากมาย

สรุปว่าตูเป็นสาวกควีนล่ะ  กร๊าก
แล้วจะเอางานของป้ามาแปลอีก
ต่อไปน่าจะเป็น The show must go on.

บวกเก้อ
บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>
เก้อ มาแบบ เก้อๆ อีกแล้ว
นี่แหละ ที่เฝ้ารออยู่  เจ๋ง + ให้เก้อและลุงเป็ดอีกรอบ ข้อหาให้แบบไม่มีเหตุผล

กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด มาฟังรุ่นเก่าๆเค้าคุยกัน

แล้วรุ่นใหม่ๆไม่คิดจะมาแจมมั่งหรือ  ฮิ้ววว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 ก.พ. 2009, 09:31 น. โดย O.D.M. » บันทึกการเข้า

- R u Happy with ur Rock&Roll ? -
แปลไม่ค่อยเก่งอ่ะครับ ฮือๆ~

แบบว่าเป็นคนฟังเพลงที่ดนตรีง่ะ เศร้า
บันทึกการเข้า

หนุ่มอักษรรักแน่ รักแท้ตลอดกาล~
หน้า: 1 ... 14 15 16 17 18 19 20 [21] 22 23 24 25 26 27 28 ... 43
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!