หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ศาสตร์แห่งการคิดไปเอง  (อ่าน 29270 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
บอกไว้ก่อนว่าเนื้อหาในนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลนะครับ
ไม่รู้ว่าจะไปซ้ำซ้อนกับกระจู๋ไหนรึเปล่า ขอตั้งไว้ก่อนแล้วกัน

ประเด็นคือตอนนี้ผมเรียนถาปัด อยู่ปีสาม ยอมรับว่าฝีมือก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรเลย

คือว่าหลังจากที่ได้เรียนและได้พบเจออะไรต่างๆมามากมาย การเรียนเกี่ยวกับความสวยความงาม
ผมว่าเรื่องทั้งหลายเนี่ย มันเป็นการคิดไปเองของเจ้าของงาน และการเห็นพ้องต้องกันของคนรับชมด้วยเป็นส่วนใหญ่รึเปล่า

ผมเคยถามเพื่อนคณะอื่นว่าไอ้ตึกdigital gate wayที่สร้างใหม่ที่สยามเนี่ยมันสวยมั้ย
(ยอมรับว่าผมเองไม่ชอบ)เพื่อนมันก็บอก ก็ตึกอ่ะ ไม่เห็นมีอะไร ก็แปลกดี
สเปซข้างในเป็นยังไงบ้าง? รู้สึกอะไรมั้ย? อลังการ?
เพื่อนก็บอก ไม่รู้ ก็ตึกอ่ะ
แล้วสวยมั้ย?
ก็ไม่รุ้ แต่ก็แปลกดี ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ ยังใหม่ๆอยู่

แต่พอมาคุยกับเพื่อนในคณะ นี่มีเรื่องคุยกันยาวเลยครับ
ขนาดทางเดินแคบไป circulationวกวน แปลกๆ ทางเข้าร้านก็ยังไงๆอยู่

เอ่อ สรุปว่าที่ผมเรียนๆกันไปเนี่ย ออกแบบกันมาเนี่ย พวกเรา+อาจารย์นี่กำลังคิดไปเองรึเปล่า
พวกความสวยงามอะไรต่างๆ มันคืออะไรกันแน่ ทำๆไปแล้วคนอื่นเค้าไม่เห็นรู้สึกกันเลยจริงป่ะเนี่ย

เมื่อมาอยู่หน้างานจริงๆ การก่อสร้างนี่เค้าคำนึงถึงความประหยัด คุ้มค่ามากกว่าความสวยงาม?
บันทึกการเข้า


ทำให้สวยจนไม่ได้รู้สึกตัวไงครับ

เหมือนตึกห้องแถวอะไรเนี้ย ความกว้างความสูงของห้อง
คนที่เข้ามาอยู่จะรู้สึกได้นะครับ ว่าอึดอัด สบายๆ โอ่โถง
ถ้าความสบายๆ เป็นความสวยงามอย่างนึง

ห้องนั้นก็สวยดีนะครับ

อย่างสนามรังนกของจีน
ถ้าเป็นกล่องสี่เหลี่ยม เหลี่ยมๆ ไปเลย
มันกก็คงจะสวยแบบเหลี้ยมๆ อีกเช่นกัน
บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
เออ เรื่องนี้น่าสนุก กรี๊ดดดดด
ไว้เดี๋ยวจะมาร่วมถกด้วยครับ
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
ขอบ่นเรื่องdigital gate wayไว้ในนี้หน่อยครับ
ไม่รู้ว่ามีใครเคยไปเดินทั่วรึยึง

ไอ้การที่เอากระจกมาทำเป็นกันสาด ทำเป็นหลังคานี่ ดูยังไงผมก็โคตรจะไม่ชอบเลย
เกลียดมาก
ไอ้กันสาดชั้นล่างตรงทางเข้าชอปของแอปเปิ้ลอ่ะ ตอนสร้างแตกไปกี่แผ่นแล้วก็ไม่รู้
แตกจริงๆ ผมเห็นอ่ะ น่าจะเป็นเพราะของตอนก่อสร้างหล่นลงมา
แล้วทางเข้าตรงมุมนั่นก็โคตรขัดใจเลย

ยิ่งไอ้กระจกสามเหลี่ยมที่เอามาทำหลังคา ที่เหมือนถั่วต้มอ่ะครับ
มันหล่นลงมาแล้วแผ่นนึง โวย
ดีนะหลุดออกมาข้างนอก ตอนที่เพิ่งเปิดใหม่ๆ
ตอนนั้นเดินจากรถไฟฟ้าจะไปมหาลัย เดินด้านนอก เห็นเค้าเอาเชือกมากั้น แล้วมีเศษกระจกอยู่ที่พื้น
เดินอ้อมๆออกมามองไปข้างบน แม่งโหว่ไปช่องนึง โวย
นั่นไงล่ะ...
บันทึกการเข้า
"Beauty is in the eye of beholder"

ความสวยมันไม่มีตัววัดแน่นอนหรอกครับ
ขึ้นอยู่กับความชอบ และทัศนคติของแต่ละคน

เหมือนเช่น เวลาเราถ่ายรูปออกมา
เราคิดว่ามันสวยมากๆ เลย เป็นรูปเด็ดดวงมากๆ

แต่พอเอาไปให้คนอื่นดู เค้าอาจจะบอกว่า ก็ธรรมดา
ไม่เห็นมีอะไรเลย

และบางทีเราอาจจะมองรูปภาพของเค้า ก็อาจจะไม่สวยก็ได้  หมีโหด~
บันทึกการเข้า

ตัวคนเดียว :]
ผมชอบอันนี้ครับ

เราบอกกันว่า อาหารอร่อยไม่อร่อยมันก็แล้วแต่คนกิน
แต่ว่าอาหารที่มันไม่อร่อยนั้นมันก็มีอยู่จริง

 อ๊าง~
บันทึกการเข้า

        AH_LuGDeK, AH_LuGDeK_R
ความสวยงามมันแทรกอยู่ในทุกองค์ประกอบของธรรมชาติรอบตัวนั่นแหละนะ
บางทีของบางอย่างเราไม่เคยเห็นว่ามันสวยหรอก แต่เราก็มองมันได้ไม่เบื่อ
แต่ถ้าต้องไม่เห็นมันนานๆ หรือ ไปเห็นอะไรไม่สวยมา วันนึงกลับมามองมันแล้วก็รู้สึกว่าสวยนี่หว่า
บันทึกการเข้า

<a href="http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf" target="_blank">http://img3.f0nt.com/flash/66d37d0393ee1ab1e2e55182dfabf34e.swf</a>
มองดีๆ ลุงร่มก็สวยนะครับ ลุงอ๋าก็น่ารัก
อร๊าง~ ผมไม่ได้คิดไปเองชิมิเนี่ย  อ๊าง~
บันทึกการเข้า
ใช่ อ๊าง~
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
อ่านคำตอบผมในกระจู๋ทำไมต้องเรียนออกแบบครับ หมีโหด~

ตอบจริงจังสักหน่อย

แน่นอนว่าของทุกอย่างในโลกคือสิ่งสมมุติ
ความงาม ความอร่อย ความไพเราะ ทั้งหลายคือค่าสมมุติ
แต่ก็เช่นเดียวกับทุกเรื่อง ที่กระดาษแผ่นสีเทา สีม่วง สีแดง
มันมีมูลค่าในการจับจ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนก็คือการสมมุติ
รวมถึงวัตถุสีเลืองอร่ามที่เราเรียกว่าทอง ที่ใช้เป็นฐาน
ในระบบการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐศาสตร์ เป็นฐานในการคำนวนค่าเงิน
ความร่ำรวย นำมาใช้จัดระบบเศรษฐกิจของโลก...นี่ก็เป็นการสมมุติ

แต่เป็นการสมมุติจากการที่มนุษย์ทั้งหลายในโลก
เห็นว่าไอ้ทองเนี่ย มันสวยงาม และมันหาไม่ได้ง่าย
ค่าของมันจึงเกิด มนุษย์เรามีค่าสมมุติร่วมกันว่าทองมันงาม
ระบบการเงินโลกจึงใช้มันมาเป็นแกนการจัดระบบ

ไม่ว่าเราจะเห็นว่าทองมันสวยหรือเปล่า แต่โลกถูกหล่อหลอม
โดยความงามของมันมาแล้วนับพันปี ค่าสมมุตินี้ใช้งานและปลูกฝังมาจนปัจจุบัน
(ถึงปัจจุบัน ความงามมันถูกโยงอยู่กับมูลค่าของมันมากกว่า
แต่ก็อนุโลมให้ว่า แรกเริ่มเดิมทีมันมาจากความงามก่อน)

ตอบคำถามครับ ทุกอย่างก็เป็นค่าสมมุติทั้งนั้นในโลกใบนี้

ในการออกแบบ
ค่าสมมุติไหน ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เป็นสุข ค่าสมมุติไหนทำให้เราเป็นสุข
หรือแค่คนกลุ่มเด็กแว้นมีความสุข(ก็ใช้สีแปร๋นๆไปเลยดิ๊)
หรือกลุ่มศิลปินด้วยกันมีความสุข(ทำมันนามธรรมสุดๆไปเลย ซิมโบลิคเหี้ยๆ)
หรือนักออกแบบด้วยกันมีความสุข(โชว์คอมโพสจัดๆล้ำๆแม่งซะ)
หรืออาจารย์คนตรวจมีความสุข(อาจารย์แม่งชอบเรียบๆกริดเนี้ยบๆเอางี้มันเลย)
หรือจะเอาให้เราคนเดียวมีความสุข หรือจะเฉลี่ยระหว่างหลายอย่าง-อย่างไหนบ้าง
เรามีหน้าที่เลือกของเราเองครับ

และเราก็ควรทราบผลลัพธ์ของการเลือกนั้น ว่านำไปสู่อะไร
การเลือกเหล่านี้นี่ล่ะครับ ที่จะทำให้เราเก่งขึ้นหรือย่ำอยู่กับที่(อาจจะห่วยลงในบางโอกาส)
หรือที่เรียกว่า พัฒนาฝีมือ นั่นแหละ การมีความสงสัยเหล่านี้นี่แหละ
ที่จะนำไปสู่การเลือกที่ระมัดระวัง ดู คิด พิจารณา ฝึกฝน ลองทำ แล้วเลือก
ถ้าเราตัดสินใจเลือกมันด้วยตัวของเราเองนะครับ
สุดท้ายเราก็จะพัฒนาไปในหนทางที่เราต้องการเองครับ

มันก็มีนะครับ คนที่รอให้คนอื่นเลือกให้อย่างเดียว
หรืออย่างตอนเรียนก็เลือกตามที่อาจารย์ว่าอย่างเดียว
แต่อาจารย์สอนออกแบบที่ดี จะไม่ทำยังงั้นครับ จะไม่มาบอกว่าคุณต้องทำงี้ๆเดินทางนี้เท่านั้น
เขาจะชี้ให้เราเห็นทางเลือก และอธิบายข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก
อาจจะเชียร์บางทางเลือก แต่สุดท้าย เขาไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของเราครับ
เขาแค่รอให้เกรดกับการตัดสินใจของเรา กร๊าก

ซึ่งการให้เกรดนั้นก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของงานออกแบบนั้นๆ ซึ่งข้อนี้มันไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์
เราสามารถถกเถียงได้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความงามสัมบูรณ์-Absolute Beauty ก็จริง
แต่คุณค่า(และการประเมินคุณค่า)ของงานออกแบบ มันไม่ได้อิงอยู่กับความงามอย่างเดียว
ส่วนนึง มันจึงมีความถูกต้องเชิงสัมพัทธ์ คือ ความถูกต้องภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง
(เช่น การอ่านออก ขนาดของฟ็อนต์ การสื่อความหมาย ฯลฯ)ไอ้ค่านี้นี่แหละครับ
ที่เขาเอามาให้เกรดเราครึ่งนึง อีกครึ่งนึงก็คุณค่าความงามอันเป็นค่าสมมุติที่น่าปวดหัวนี่แหละ

เริ่มวนละ จบดีกว่า
ว่าจะตอบนิดเดียว มือมันพาไป ง่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 ต.ค. 2009, 20:09 น. โดย เก้อ » บันทึกการเข้า

I ROCK , THEREFORE I AM
กรี๊ดดดดด จานเก้อ


เห็นในบล็อกของใครสักคน (ไม่แน่ใจว่า keng.ws ไหม)
มีแปะภาพกระจกร้าวตรงห้างตัวหนอนที่สยามด้วยครับ
แต่ตั้งกะห้างเปิดมาตูยังไม่เคยไปเดินเลยแฮะ (เคยแต่ตอนที่มันยังไม่เสร็จดี)
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
งานออกแบบของผม สิบคนชอบเจ็ดคน อีกสามคนไม่ชอบ
ผมเอาแล้ว
ขายได้แน่นอน

งานเขียนหนังสือของผม
สิบคนชอบสองคน
ผมก็เอาแล้ว
สุดท้าย
เจ๊ง
บันทึกการเข้า

กร๊าก
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
ผมก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ครับ
ง่ายๆเลยคือไปดูหนัง

นั่นกันอยู่สองคน พอหนังจบ
ผมหันไปกำลังจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เจ๋งดีหวะ
แต่ก่อนที่ผมจะอ้าปากพูด เพื่อนผมก็บอกว่า
"ไม่ชอบเลยอ่ะ  :39:หนังอะไรวะเนี่ย...."

ตอนแรกก็คิดว่าจะเถียงมันนะครับ
แต่คิดไปคิดมา ผมก็เคยแย้งในสิ่งที่เค้าชอบเหมือนกัน

ก็นั่นแหละครับ..
"Beauty is in the eye of beholder"

ส่วนตัวผมคิดว่า งานอะไรก็ตามหรือสิ่งไหนก็ตามที่คนชอบ/เห็นว่าดี
...เพราะมันมีความพอดีในตัวเอง


//อันนี้นอกเรื่องครับ
บางทีผมออกแบบงานแล้ว ทิ้งไว้สัก ระยะหนึ่ง
พอกลับมาดู... ทำไมมันแปลกๆวะ

เหมือนกับงานเขียนเลยครับ อาจารย์บอกว่าเวลาแปลงานเสร็จให้ทิ้งไว้งั้นแหละ สักข้ามวันแล้วค่อยมาอ่าน
มันจะเห็นเองว่าตรงไหนควรปรับ ตรงไหนควรตัด

อ่าว...เริ่มเวิ่นเว้อ
พอแค่นี้ละกันครับ อ๊าง~
บันทึกการเข้า

DiggityDaw aka วัวโหดด
ทำไมเขาเอาพี่เคน ธีรเดช ไปเล่นเป็นพระเอก
ทำไมเขาไม่เอาผมไปเล่นแทน ทั้งๆที่มีหูมีตามีปากมีจมูกเหมือนๆกัน 555

เรื่องความสวยงามลงตัวมันมีอยู่จริง ซึ่งคนทั่วๆไปก็จะรู้สึกได้แม้ว่าจะไม่ได้จบอ๊าทมาครับ
บันทึกการเข้า

ในหมู่คนตาบอด คนตาบอดข้างเดียวได้เป็นราชา
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!