หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ถึงเวลาคุยแบบไม่กระซิบ (แตกหน่อ)  (อ่าน 20340 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
ถ้าอยากได้ sound effect นอกเหนือจากในหนังก็ไม่ต้องยืน
 กร๊าก
บันทึกการเข้า

There's only one "Jack Russell"
แต่ถ้าอยากดูหนังอย่างมีความสุขก็ต้องยืน

เอ๊า นั่งดูสิครับ
จะยืนทำไม บังหัวคนข้างหลังนะ
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
ก็เค้ายืนกันหมด ตูนั่งอยู่คนเดียวก็มองไม่เห็นสิ  ฮือๆ~
บันทึกการเข้า
 กร๊าก
บันทึกการเข้า

สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น
อ่านที่ลุงร่มเขียนในfacebook เรื่องช้างเผือก

แล้วก็เลยไปอ่านต่อ


ภาพพระราชทาน พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวมนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลวาสนวิสุทธิ์วงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาติ สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรบพิตรสารศักดิเลิศฟ้า คือชื่อเต็มของ ช้างเผือกคู่บารมี ที่กำเนิดในป่า บ้านหนองจูด ต.ดินอุดม อ.ลำทับ จ.กระบี่ โดย นาย แปลก ฟุ้งเฟื่อง ซึ่งเป็นเพื่อนของปู่ จขบ.นี้ที่มีช้างพังกับเขาหนึ่งเชือกด้วยในสมัยนั้น ตามคำบอกเล่า หลังจากนาย แปลก ฟุ้งเฟื่องได้ช้างเผือกเชือกนี้มา ท่านพยายามเอาสีมาย้อม เพื่อให้คนมองไม่รู้ว่าเป็นช้างเผือก แต่ก็ไร้ผล เพราะช้างเผือกไม่ใช่ช้างของสามัญชน และมีลักษณะตรงตามพระคชลักษณ์ จึงกราบทูลพระกรุณาฯ ถวายแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑  และในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ มีพระบรมราชโองการฯกำหนดพราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง ทรงเสด็จขึ้นประทับ เกยช้างเบญจพาส ทรงคล้องเสมาพระปรมาภิไธยย่อ ภปร.ทองคำลงยา ทรงหลั่งพระพุทธมนต์ด้วยพระเต้าเทวบิฐ และน้ำพระมหาสังข์ แล้วเสด็จทรงเจิมอ้อยแดง จารึกนามพระราชทานช้างสำคัญ ดังชื่อที่กล่าวมาข้างต้น

คิดว่าแค่ตรงนี้ก็มองได้ว่า ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่อยากถวายช้างเผือกให้พระเจ้าแผ่นดิน  กร๊าก มีเอาสีมาย้อมด้วย
บันทึกการเข้า

ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย
ที่เอาสีมาย้อมนี่เพราะไม่อยากให้คนอื่น ๆ เห็นว่าเป็นช้างเผือกหรือเปล่าครับ

อาจจะมีเหตุผลแค่นั้น

 ไหว้
บันทึกการเข้า

There's only one "Jack Russell"
ของออกจะมงคล  ลันล้า ได้มาทำไมถึงจะไม่อยากให้คนอื่นรู้
บันทึกการเข้า

ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย
ของออกจะมงคล  ลันล้า ได้มาทำไมถึงจะไม่อยากให้คนอื่นรู้

ก็ rep ข้างบนของพี่ไงครับ

เพราะถ้าคนอื่น ๆ รู้ อาจจะไปบอกทางการ ไรงี้  ไหว้
บันทึกการเข้า

There's only one "Jack Russell"
หรือไม่ก็โดนแย่งเครดิต
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
ช้างเผือก copy + paste  โวย
บันทึกการเข้า

ฝันซ่อนสับสนวุ่นวาย หย่อนคล้อย
จุดยืนส่วนตัวของผมในขณะที่มีคนบอกว่าให้แก้ไข 112 แต่ผมเห็นว่าควรยกเลิก มาตรา 112 แต่ต้องประชาพิจารณ์ ที่ผมคิดแบบนี้ เพราะเรามีมาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้วที่คุ้มครององค์พระมหากษัตริย์ แล้วจำเป็นต้องประชาพิจารณ์ เพื่อให้ประชาชนถกเถียงพูดคุยกันว่า ตกลงแล้วสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบอบการปกครองที่เรามีอยู่จะเป็นอย่างไร แล้วเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์จะมีแค่ไหน และการวิพากษ์วิจารณ์กับการหมิ่นประมาทต่างกันอย่างไร  แล้วคนในสังคมจะวางระเบียบให้ตัวเอง ซึ่งถ้าแก้ไขกันเงียบๆ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร
 
 
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นว่า กฎหมายนี้คุ้มครองใครบ้าง คำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะรวมใครบ้าง หรือแยกออก เพราะในกรณีพระบรมวงศานุวงศ์ ทำสิ่งซึ่งกระทบกระเทือนสถาบันพระมหากษัตริย์ เราจะทำอย่างไร จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ไหม ถ้าคนที่ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ แต่เป็นคนใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ แทรกแซงกิจการราชการ หรือมีพฤติกรรมที่ไปเกี่ยวข้องกับระบบราชการแล้วทำให้เกิดความเสียหาย แล้วคนเหล่านี้จริงๆ ต้องถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนะ ทำให้คนเป็นห่วงสถาบัน  ห่วงองค์พระมหากษัตริย์
 
 
ฉะนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ทำให้เกิดการปรับตัว ทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับประชาชน ในแนวที่ไม่ใช่เป็นแนวดิ่งถึงขนาดต้องรอการเชื่อฟัง แต่ถ้าแนวความสัมพันธ์บนลงล่างที่เอนลง ลดความชันลงมาหน่อย ไม่ถึงขนาดเสมอภาคหรอก แต่พอสื่อสารกันได้ ไม่ได้อยู่ในระนาบสูงเกินไป ก็จะทำให้เกิดความมั่นคง ความปรับตัวขึ้น เพราะมักมีข่าวลือ ที่ทำให้เราไม่สบายใจเกี่ยวข้องกับอนาคตสถาบันด้วย ถ้าเราต้องการให้สถาบันมีความเข้มแข็ง ก็ต้องทำให้คนรอบข้างสถาบันไม่ทำอะไรที่กระทบกระเทือนการปกครองระบอบนี้
บันทึกการเข้า

กินรอบวง
บรรทัดยาวไปนะเก้อ
บันทึกการเข้า
อันนี้ตัวจริงตัวปลอมวะเนี่ย  กร๊าก
บันทึกการเข้า

อืมมม...
สถาบันกษัตริย์ในประเทศด้อยพัฒนา
ก็คงมีปัญหาเยอะมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
อย่างน้อยประเทศในแถบสแกนดิเนเวียน
ก็คงไม่มีปัญหาต้องให้กษัตริย์ต้องลงมาดูแลโครงการพัฒนาชนบทหรอก
มันไม่เหมือนกัน  ส่วนกษัตริย์ในประเทศด้อยพัฒนา
ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็คงถูกด่าเหมือนกันว่านั่งกินนอนกินไปเฉยๆ
ถ้าทำก็หาว่าไปแทรกแซง หาว่าสร้างอิทธิพลสร้างอำนาจบารมีขึ้นมา 
คือถูกด่าทั้งขึ้นทั้งร่องถ้าคนจะหาเรื่องด่า
 
อย่างกรณีของหนังสือ
Saying the Unsayable: Monarchy and Democracy in Thailand,
edited by Soren Ivarsson and Lotte Isager, (2010)
บางตอนของบทนำของหนังสือเล่มนี้ได้เขียนไว้ว่า
มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจินตนาการได้เลย (unthinkable)
ที่กษัตริย์ของเดนมาร์กจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโครงการพัฒนาชนบท (rural development)
เหมือนอย่างที่กษัตริย์ไทยทำ เพราะเขามองว่า กษัตริย์ ไม่ควรทำอะไรเลย
เขาก็อ้างของเขาว่ากษัตริย์เดนมาร์คไม่ทำอะไรแบบนี้ ซึ่งผมก็ต้องถามต่อว่า เดนมาร์ค ไม่เคยด้อยพัฒนา
เขาเป็นประเทศนำความเป็นสมัยใหม่ตลอดเวลา
ถามว่าถ้ากษัตริย์ไทยไม่เคยทำอะไรเลยตั้งแต่ปี 2500 ก็คงถูกว่าเหมือนกัน
ถูกด่าหนักด้วยว่าคนก็ยากจน คอมมิวนิสต์ก็คงบอกว่ากษัตริย์ไม่ทำอะไรแล้วมีไว้ทำไม
ซึ่งตอนนั้นท่านทำอะไรก็ไม่มีใครว่า 
แต่พอมาตอนนี้กลับมาวิพากษ์วิจารณ์ย้อนหลังว่า
สิ่งที่พระองค์ทำไปนั้นไม่ถูกต้องเพราะทำให้เกิดอำนาจบารมีขึ้นมา
กลายเป็นว่าทำก็แย่ไม่ทำก็แย่
บันทึกการเข้า

กินรอบวง
ไปก็อปมาจากไหนวะ กร๊าก
บันทึกการเข้า

ทำมาหากินด้วยการเปิดร้านสกรีนเสื้อยืด จ้ะ
หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!