หน้า: 1 2 3 [4]
 
ผู้เขียน กระจู๋: โรคซึมเศร้า (แตกหน่อ)  (อ่าน 6483 ครั้ง)
0 สาวก และ 1 ขาจร กำลังดูกระจู๋นี้
น่าจะเป็นโรคขี้เหงามากกว่า  (อิอิ)
บันทึกการเข้า
เพื่อนหมอเราเคยสอนไว้แหละ
ว่าสิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์มีสัญชาติญาณที่จะนำพาสปีชี่ของเราให้รอดฝังอยู่ในทุกๆ คน
เราจะหดมือหนีถ้ารู้ว่ามันจะเจ็บ เราจะรักตัวกลัวตาย เรา (ส่วนมาก) จะอยากมีลูก มันเป็นเรื่องปกติ
และประมาณว่าระบบต่างๆ ของเราก็ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความปรารถนานี้
ถ้าเมื่อไหร่ ที่เรารู้สึกตรงกันข้าม เช่นอยากจะเจ็บ ไม่อยากจะอยู่ต่อ ต้องเตือนตัวเองว่าเนี่ยคือมีอะไรเกิดขึ้นละ
เราทุกคนถูกดีไซน์ให้เกิดมาเพื่อสู้ยิบตาจนถึงที่สุด (ร่างกายเราทุกส่วนสู้หนักมากกับทุกๆ ผลเสียที่เราทำกับมันนะ)
ถ้าเราเกิดมีใจนึกยอมแพ้ง่ายๆ ให้อนุมานว่า เราอาจจะต้องทบทวนกับตัวเองใหม่
หรือน่าจะลองหาหมอซักนิดนึง ไม่เสียหาย หมอน่ารักทั้งนั้น
 
บันทึกการเข้า

นึกภาพพี่แอ้ที่สู้ยิบตา ฆ่าไม่เลี้ยงก็ได้ครับ นั่นแหละชีวิต
บันทึกการเข้า

อาชีพปัจจุบันคือเปิดร้านสกรีนเสื้อครับ ช่วยอุดหนุนด้วยเด้อ
ตอนที่แย่หนักๆ มันไม่ได้อยากเจ็บหรืออะไรนะ
ออกแนวไม่แยแสว่าจะเจ็บปวด
ไม่สนใจทุกข์ สนใจสุข
ออกแนวไม่แยแสกับโลก
หมดความสนใจต่อโลกโดยสิ้นเชิง
บันทึกการเข้า


ทฤษฎีพี่แอ้ เหมือนอยู่ในหนังสือ selfish gene
บันทึกการเข้า

เราจะต้องการอะไรมากมายไปกว่า อะไรมากมาย
ยังไม่เคยอ่านอะ ดีมั้ย  กรี๊ดดดดด

นึกภาพพี่แอ้ที่สู้ยิบตา ฆ่าไม่เลี้ยงก็ได้ครับ นั่นแหละชีวิต

ชีวิตไม่ใช่เรื่องยาก ใครขวางจับฉีกก็หมดเรื่อง  อืมมมมห์
บันทึกการเข้า

มาแนะนำตัวในฐานะ.. "ผู้ป่วย" อีกคนค่ะ

อ่านไม่ผิดหรอก​ หาหมอมาสองปีแล้ว

อาการซึมเศร้าของเรามาจากสิ่งที่เรียกว่างาน
ไม่เสร็จไม่กลับ​ ไม่อยากให้ใครด่าก็ต้อง​ ทำให้ดีที่สุด
อิ่มเคยทำงานออฟฟิศเดียวกะเรา
จะเคยเห็นเราอัดยาแก้ปวดตอนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ

ผลกระทบมาถึงวันนี้​
วันที่เราเป็นไมเกรน
แล้วยาเดิมไม่สามารถแก้ปวดให้เราได้อีกต่อไป

หมอแนะนำให้เลิกคาเฟอีนก่อน
แน่นอนว่า​ ต้องหยุดทุกอย่างที่มีคาเฟอีน
อันได้แก่​ กาแฟ​ ชา​​ ช็อคโกแลต เป๊บซี่​ โค้ก
สภาพตอนนั้นเหมือนคนเลิกยาเลย​ ปวดหัวมาก​
ยาแก้ปวดแบบเดียวกับที่แก้ปวดเก๊าท์ กินไปก็ไม่ช่วยนะ
เป็น​ 2​ อาทิตย์ที่ทรมานมากๆ

เวลาผ่านไป​ เราแต่งงาน
เราคาดหวังชีวิตหลังแต่งงานยังไง..
ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก​
เพราะพบว่าตัวตาแว่นเองเป็นคนไม่ค่อยเปลี่ยนอะไร
นางก็กลับบ้านห้าทุ่มเที่ยงคืนเหมือนเดิม
แล้วเรา​ ต้องนอนสามทุ่มครึ่งเพราะหมอสั่ง

เวลาชีวิตของเราไม่ตรงกัน​ สามีนอนนอกห้อง​ เรานอนในห้อง
เราเครียดปวดหัวจนต้องเข้าโรงพยาบาล​ ไม่เคยคิดเลยว่า
จะต้องมาแอดมิตเพราะโรคบ้าๆ​ แบบนี้ได้

เราตัดสินใจคุยกะหมอไมเกรนว่า​เราอยากคุยกะจิตแพทย์
หมอก็นัดให้ดิบดี​ จากวันนั้นถึงวันนี้​ก็สองปีแล้ว

หนึ่งปีที่ตัดสินใจออกมาอยู่คอนโดคนเดียว
เพื่อยับยั้งการฆ่าตัวตายของตัวเอง
หลายครั้งที่อยากฆ่าตัวตาย​
เพียงเพราะเพื่อนร่วมงานด่าว่า
งานคุณแม่งห่วยแตก​ ผิดซ้ำซาก​
ร้องไห้ไปเหอะไม่มีใครสงสารหรอก
เอาความคาดหวังจากงานของเราไปเทียบกะน้อง​ในแผนก
น้องยังทำงานดีกว่าเราเลย​

เราทำงานแบบไม่มีเพื่อนกินข้าวด้วยนะ
อยู่แบบตัวคนเดียวโดยแท้จริง


ทุกวันนี้ก็ยังกินยา​ วันละสิบกว่าเม็ดทุกวัน​
ล่าสุดหมอจิตบอกว่าเรามองโลกในแง่ร้ายด้วย
​เอ้าเพิ่มยาโลกสวยไปกินต่ออีก

ทั้งๆ​ ที่​สิ่งแวดล้อมที่ทำงานไม่เป็นใจ

ทุกวันนี้ไม่ได้เป็น​โปรแกรมเมอร์แล้ว​ เป็นเทสต์​เตอร์
แต่มาทำงานทุกวันไม่มีความสุขเลย​ มันกลัวคนจับผิด​
งานเราผิดพลาด​ เขาก็ด่า​ พองานเราดีมันก็เสมอตัว
ทีนี้งานมันเยอะกว่าคน​ มันก็เลยเครียด​ นอนไม่พอ​
จะให้ทำตามที่หมอขอร้องเช่น​ นอนสามทุ่มครึ่ง​ กินยาตรงเวลา​
ทำงานแล้วเลิกงานตรงเวลา​ อย่าเอางานกลับมาทำที่บ้าน


ลองแล้วโบนัสหายไป​ 4​ เดือนค่ะ​ นายด่าอีกด้วยว่าทำไมไม่อยู่ช่วยงาน
มีปัญหากะน้องในแผนกอีก​ ไอ้ที่เป็นๆอยู่​คนในแผนกเข้าใจว่าแกล้งป่วย
เฮ้ย​ เราต้องเอาใบรับรองแพทย์มาแปะหน้าเลยมั้ยว่าเป็นจริงๆ
คำพูดที่บอกว่าพูดลอยๆแต่จริงๆว่าเราเต็มๆอะมีทุกวันค่ะ​ บั่นทอนมากๆ

เพราะรู้ว่าตื่นมาทำงานแล้วต้องเจอกับอะไร.. ดาวน์เลยค่ะ​
คือไม่อยากตื่นมาเจออะไรอีกแล้ว​
โลกนี้ทำไมมันโหดร้ายแบบนี้

ล่าสุดคุยกะหัวหน้า​ ยังร่ำๆ​ กะหัวหน้าอยู่เลยว่า​
หรือเราต้องเข้ารับการบำบัดจริงจังที่โรงพยาบาลโดยเฉพาะ
เช่น​ ศรีธัญญา​ มนารมย์  แต่ก็ต้องมีทุนรองรัง​
เพราะคงไม่มีประกันอันไหนที่จ่ายยานอกได้
แต่กวางจะทนทำงานด้วยสภาพจิตแบบนี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่นี่แหละ


หรืออาจจะได้โดดตึก​ไปก่อนก็ไม่รู้แฮะ..
บันทึกการเข้า
 (เหงื่อแตกพลั่ก) เย้ย!! อ่านเรื่องของกวางแล้ว รู้สึกตัวเองก็เข้าข่ายเหมือนกันนะกับโรคซึมเศร้า แต่ว่ายังดีอยู่หนึ่งอย่างคือ ผมมีระบบอัตโนมัติ
ที่พอเมื่อรู้สึกอึดอัดตรึงเครียดสุดๆ แล้วเจ้าพฤติกรรมของระบบอัตโนมัติจะมาทำการคูลดาวน์ตัวเอง มันจะค่อยๆ เย็นลงเองและในหัวจะ
มีแนวคิดเชิงบวกเข้ามาหักลบ นอยด์ๆ สักวันแล้วอีกวันก็โกออน ยิ่งได้อาหารอร่อยบำบัดนะ หายไวเชียว  กร๊าก

ยังไงก็เอาใจช่วย จะด้วยหมอด้วยยาด้วยอะไร ก็ขอให้กวางโอเคขึ้น ไม่มีใครเข้าใจตัวเราเองได้เท่ากับตัวเอง แต่พอตัวเราเองไม่เข้าใจตัวเอง
มันก็ควรจะมีคนอีกคนข้างๆ เรา ที่จะต้องเข้าใจตัวเราแทนเรา อ่านแล้วอย่างงเด้อ ถึงชีวิตจะมีงานเป็นสรณะ แต่ก็อย่าให้งานนำความมรณะมาสู่เรา
เราไม่ใช่เสาหลักค้ำจุนอะไรให้บริษัท เราก็แค่หมุดตะปูตัวเล็กๆ ที่ช่วยยึดเสาหลักกับพื้น ซึ่งหมุดพวกนี้มันมีหลายตัว แตกหักหลุดไปเขาหาใหม่มา
ทดแทนได้ตลอดละครับ  ฮิ้ววว
บันทึกการเข้า

สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น
ดีแล้วที่มาระบายที่เก่าๆ แบบนี้ เจ๋ง
บันทึกการเข้า

อาชีพปัจจุบันคือเปิดร้านสกรีนเสื้อครับ ช่วยอุดหนุนด้วยเด้อ
หน้า: 1 2 3 [4]
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!