หน้า: [1] 2 3 4
 
ผู้เขียน หัวข้อ: แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง  (อ่าน 9588 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
ไหน ๆ ก็มีกระจู๋ยุบสภา ที่พูดถึงการเมืองที่ร้อนแรงไปแล้ว และนี่คงเป็นอีกผลกระทบหนึ่งที่เราทุกคนต้องเจอแน่นนอน ไม่ว่าน้ำมันที่ทะยานขึ้นไป 30 บาทแล้ว และมีแนวโน้มว่าไม่ใช่ค่าสุดท้าย อัตราเงินเฟ้อ ที่เพิ่มขึ้น(คืออะไรฟ่ะ) มีกระทบอะไรกับชีวิตประจำวันบ้าง สำหรับพวกที่คิดจะลงทุนหรือขยายกิจการก็ต้องดูให้รอบคอบ คนที่คิดจะผ่อนรถ หรือผ่อนบ้านก็ต้องดูแล้วดูอีกให้ดี เตรียมรับมือกันให้ดี ใครที่ไม่เคยเจอวิกฤติตอนปี 41 อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะได้รู้ว่า การล่มสลายทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร และมีผลกระทบอะไรบ้าง สำหรับมนุษย์เงินเดือนก็ต้องดูว่าอัตราการขึ้นเงินเดือน จะสู้อัตราเงินเฟ้อได้หรือเปล่า ปีนี้ถ้าใครได้ขึ้นแค่ 5% ก็แสดงว่าเงินเดือนคุณลดลง  (อิอิ)

ข่าวนี้เจ้านายส่งมาให้ดูแต่เช้าไม่รู้แกเอามาจากไหนเลยอ้างอิงไม่ถูก  ฮิ้ววว

แนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง และเศรษฐกิจประเทศไทยเป็นปัญหาอะไร !!!

แอบอ้าง
อาจจะกล่าวได้ว่าปี 2549 เป็นปีที่ปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกต่างถาโถมเข้ามาจนยากจะรับมือได้ ไม่ว่าจะเป็นความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก ที่มาจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมหาศาลและภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์จะเข้าสู่ภาวะสมดุลได้อย่างไร หรือปัจจัยเสี่ยงที่มาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ในโลกที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นๆ ผลของความขัดแย้งดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ทั้งนี้ไม่นับรวมภาวะความต้องการน้ำมันของโลกที่สูงขึ้นจากการที่เศรษฐกิจประเทศจีนโตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ปัจจัยภายในความขัดแย้งในด้านการเมืองที่ต้องมีรัฐบาลรักษาการยาวนานกว่า 6 เดือน ประกอบกับภาวะราคาน้ำมันแพง อาทิ น้ำมันเบนซินทะลุ 30 บาท/ลิตรไปแล้ว ราคาเงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปแตะที่ 6% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยไล่ทะยานตามเงินเฟ้อไปติดๆ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการ ล่าสุดดอกเบี้ยนโยบายหรืออัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน (R/P 14 วัน) อยู่ที่ 5% ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุให้ความมั่นใจทั้งในส่วนของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลง

อาจจะกล่าวได้ว่าในครึ่งปีแรกของปี 2549 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีหลัง ในแง่ของผู้ผลิตก็ชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่ๆ แม้ว่ากำลังการผลิตส่วนใหญ่จะเริ่มเต็มแล้วก็ตาม ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะสุญญากาศที่ไม่มีรัฐบาล อีกปัจจัยอาจจะมาจากความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอตัวลง ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้า ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ตามภาวะต้นทุนที่แท้จริง จึงจำเป็นต้องชะลอการลงทุนโดยปริยาย

เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่เริ่มปรับตัวรับภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด ส่วนใหญ่เริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย เป็นเหตุให้การบริโภคโดยรวมชะลอตัว รวมทั้งปัจจัยอัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ที่มีภาระหนี้ ทั้งผ่อนบ้านหรือภาระหนี้อื่นๆ มีภาระเพิ่มขึ้น

จากรายงานภาวะเศรษฐกิจรายเดือน ณ พฤษภาคม 2549 ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ในด้านความเชื่อมั่นทางธุรกิจอยู่ที่ระดับ 43.8 แบงก์ชาติระบุว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 โดยเกือบทุกองค์ประกอบของดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับลดลง โดยเฉพาะการลงทุนและต้นทุนการประกอบการ สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลงจากเดือนก่อนเป็น 48.2 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า 50 เป็นเดือนแรกนั้บตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2548

สำหรับตัวที่ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อยู่คือภาคการส่งออกที่ยังคงขยายตัวได้ตามเป้าหมายในครึ่งปีแรก ณ พฤษภาคม มูลค่าส่งออก 10,708 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 19.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่สัญญาณในครึ่งปีหลังอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

รวมทั้งปัจจัยที่ขับเคลื่อนหลักๆ จากการใช้จ่ายภาครัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักได้ เนื่องจากงบประมาณปี 2550 ต้องเลื่อนออกไป ส่งผลให้การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐต้องชะลอออกไป

ดังนั้นจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่มากระทบ ส่งผลให้เศรษฐกิจที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแออยู่แล้ว ก็ง่อนแง่นมากขึ้น แม้ว่าจะมีข่าวดีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 ที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ก็ตาม นักวิเคราะห์ นักวิจัยจากหลายสถาบันเริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังน่าจะขยายตัวเฉลี่ย 3-4% จากไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 5.5% จึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวประมาณ 4%

จากสภาวะดังกล่าวนักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกว่า อาการประเทศไทยน่าเป็นห่วงมาก เข้าขั้นโคม่า เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพัฒนามาผิดทาง ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ เมื่อปัจจัยเสี่ยงมากระทบก็ออกอาการทันที ไม่สามารถที่จะรับมือได้ บ้างก็บอกว่าน่าเป็นห่วงพอสมควรแต่ยังพอจะแก้ไขได้ เนื่องจากคนไทยมีการปรับตัวได้ค่อนข้างเร็ว บางคนก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง เพราะปัญหาที่เผชิญอยู่เป็นแค่ปัญหาชั่วคราว โดยเฉพาะปัญหาการเมือง หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ปมปัญหาที่รุมเร้าก็จะค่อยๆ ผ่อนคลายและเศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้นเอง

ซัพพลีเมนต์ฉบับนี้ได้สรุปภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกและแนวโน้มครึ่งปีหลัง และมีโอกาสสัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์หลายคนที่อยู่ในบทบาทที่แตกต่างกัน ต่างมองต่ออาการเศรษฐกิจไทยในมุมที่ต่างกัน (หน้าพิเศษ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 ส.ค. 2006, 09:14 น. โดย แอ๊ะ » บันทึกการเข้า

[ว่างให้เช่า]
ขอบคุณครับ น้าแอ๊ะ ยังไงผมก็ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ดี
บันทึกการเข้า

สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น
มีการสร้างภาพให้ดูว่าคนไทยเริ่มหมดหนี้ทั้งๆที่จริงเป็นการเอาเลือดเนื้อประเทศมาใช้จ่าย พักหลังๆเศรษฐกิจเริ่มทรุดตัว คนเริ่มไม่กล้าใช้เงิน จนตอนนี้เริ่มมีงานลดกระหน่ำถูกจัดออกมาให้คนใช้เงินเพื่อกันสภาพเงินเฟ้อ เอือม
ขาดการกับพี่ชายว่ามีโอกาสที่ฟองสบู่จะแตกได้(เหมือนเมื่อ 6 - 7 ปีก่อน) เพราะตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มโตอย่างรวดเร็ว(สังเกตงานบ้าน คอนโดต่างๆที่จัดอย่างดาดเดื่อน) ในขณะที่เงินคงคลังเริ่มขาด อีกทั้งปัญหา 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐต้องเสีย แล้วมาเจอปัญหาการเมืองอีก ตอนนี้ชาวต่างชาติย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นหมดเลย (โครงการ megaproject ไม่แน่ใจว่าสิงคโปร์หรือมาเลย์ มาแย้งเปิดก่อน)
รัฐบาลชุดนี้เก่งครับ สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้ในหลายๆเรื่อง  ไอ้มืดหมี

อาจจะยังไม่ถึงกับเลวร้ายแต่ก็ควรระวัง ช่วงนี้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นดีกว่า ใครขอเงินพ่อแม่อยู่ก็ช่วยพ่อแม่ประหยัดหน่อยนะครับ หมีโหดดดด
บันทึกการเข้า

มีการสร้างภาพให้ดูว่าคนไทยเริ่มหมดหนี้ทั้งๆที่จริงเป็นการเอาเลือดเนื้อประเทศมาใช้จ่าย พักหลังๆเศรษฐกิจเริ่มทรุดตัว คนเริ่มไม่กล้าใช้เงิน จนตอนนี้เริ่มมีงานลดกระหน่ำถูกจัดออกมาให้คนใช้เงินเพื่อกันสภาพเงินเฟ้อ เอือม
ขาดการกับพี่ชายว่ามีโอกาสที่ฟองสบู่จะแตกได้(เหมือนเมื่อ 6 - 7 ปีก่อน) เพราะตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มโตอย่างรวดเร็ว(สังเกตงานบ้าน คอนโดต่างๆที่จัดอย่างดาดเดื่อน) ในขณะที่เงินคงคลังเริ่มขาด อีกทั้งปัญหา 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐต้องเสีย แล้วมาเจอปัญหาการเมืองอีก ตอนนี้ชาวต่างชาติย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นหมดเลย (โครงการ megaproject ไม่แน่ใจว่าสิงคโปร์หรือมาเลย์ มาแย้งเปิดก่อน)
รัฐบาลชุดนี้เก่งครับ สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้ในหลายๆเรื่อง  ไอ้มืดหมี

อาจจะยังไม่ถึงกับเลวร้ายแต่ก็ควรระวัง ช่วงนี้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นดีกว่า ใครขอเงินพ่อแม่อยู่ก็ช่วยพ่อแม่ประหยัดหน่อยนะครับ หมีโหดดดด
ตัวแดงๆ ช่วยชี้ชัดๆด้วย คร้าบบบบ...
บันทึกการเข้า

สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น
มีการสร้างภาพให้ดูว่าคนไทยเริ่มหมดหนี้ทั้งๆที่จริงเป็นการเอาเลือดเนื้อประเทศมาใช้จ่าย พักหลังๆเศรษฐกิจเริ่มทรุดตัว คนเริ่มไม่กล้าใช้เงิน จนตอนนี้เริ่มมีงานลดกระหน่ำถูกจัดออกมาให้คนใช้เงินเพื่อกันสภาพเงินเฟ้อ เอือม
คาดการกับพี่ชายว่ามีโอกาสที่ฟองสบู่จะแตกได้(เหมือนเมื่อ 6 - 7 ปีก่อน) เพราะตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มโตอย่างรวดเร็ว(สังเกตงานบ้าน คอนโดต่างๆที่จัดอย่างดาดเดื่อน) ในขณะที่เงินคงคลังเริ่มขาด อีกทั้งปัญหา 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐต้องเสีย แล้วมาเจอปัญหาการเมืองอีก ตอนนี้ชาวต่างชาติย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่นหมดเลย (โครงการ megaproject ไม่แน่ใจว่าสิงคโปร์หรือมาเลย์ มาแย้งเปิดก่อน)
รัฐบาลชุดนี้เก่งครับ สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้ในหลายๆเรื่อง  ไอ้มืดหมี

อาจจะยังไม่ถึงกับเลวร้ายแต่ก็ควรระวัง ช่วงนี้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นดีกว่า ใครขอเงินพ่อแม่อยู่ก็ช่วยพ่อแม่ประหยัดหน่อยนะครับ หมีโหดดดด

แก้แล้วครับ ไอ้มืดหมี
บันทึกการเข้า

อนาคตผมไม่กล้าคิดน่ะครับ
ก็ดูแค่ตอนนี้หน่อยครับ ข้าวของแพง ค่าแรงถูก  เอือม
บันทึกการเข้า

ดื่มเหล้า เข้าผับ จับผู้ชาย ถ่ายคลิป  zip แล้วส่งต่อ






ล่าสุดธนาคารพากันปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.5% แล้ว


ค่ารถเมล์ที่พยายามฉวยโอกาสขึ้นราคามาหลายหน (อ้างว่าน้ำมันแพงทั้ง ๆ ที่น้ำมันเป็นต้นทุนบริการไม่ถึง 30% ของต้นทุนทั้งหมด)


ค่ารถไฟฟ้าที่ออกโปรโมชั่นใหม่... แพงกว่าเดิม (ไม่ได้ใ้น้ำมันเป็นต้นทุนเลยนำมาอ้างไม่ได้)


รายการสินค้ายาวเหยียดที่ยื่นขอขึ้นราคาอีก


เงินเดือนเท่าเดิม



เอวัง


บันทึกการเข้า

งบน้อย
เออ พี่สาวทำงาน bank บอกให้เอาเงินมาฝากดีกว่า ดอกเบี้ยดี หมีโหดดดด
บันทึกการเข้า

มนุษย์เงินเดือนก็ระวังโดนจ้างออกนะคร๊าบบบบ  หรือไม่ก็ลดเงินเดือน  (อิอิ)

ฝากแบงค์ออกเบี้ยตอนนี้ 5.5% หรือเปล่า คิดว่าการขึ้นงวดนี้คงเป็นงวดสุดท้ายแล้วละ ใครที่ผ่อนบ้านไว้ระวังกระอักเลือด

อะไรที่ไม่ควรซื้อในช่วงนี้ก็ชะลอไว้ก่อน และใครที่เป็นลูกจ้างก็ทำตัวให้มีประโยชน์เยอะ ๆ จะได้ไม่โดนปลดออกเวลามันล่ม  ฮิ้ววว



บันทึกการเข้า

[ว่างให้เช่า]
โวย รับทราบครับน้าแอ๊ะ
บันทึกการเข้า

สู่ความโดดเดี่ยว อันไกลโพ้น
ฝากแบงค์ออกเบี้ยตอนนี้ 5.5% หรือเปล่า คิดว่าการขึ้นงวดนี้คงเป็นงวดสุดท้ายแล้วละ ใครที่ผ่อนบ้านไว้ระวังกระอักเลือด

 หน้าแตก

ส่วนเรื่องมนุษย์เงินเดือนไม่กลัวครับ เพราะเป็นบริษัทฝรั่งลูกค้ามีทั่วโลก และไม่ได้มีผลกระกับประเทศไทย ยังพอเกาะได้อีกนาน ฮี่ๆ
บันทึกการเข้า







เมื่อ "ดอกเบี้ย" แพง คนซื้อบ้านควรทำอย่างไร?


หมายเหตุ - จากบทความเรื่องการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยกับผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย โดย "พัลลภ กฤตยานวัช" ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการธนาคารอาคารสงเคราะห์


ในช่วงปี 2547-2548 อัตราดอกเบี้ยลดลงมากเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ประชาชนสามารถซื้อบ้านได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยขยายตัวในระดับที่สูง

ในปี 2549 ปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชน เช่น น้ำมันแพง เงินเฟ้อสูงขึ้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น

บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และผู้ซื้อบ้าน เข้าใจและปรับตัวให้เหมาะสม

กำลังซื้อที่อยู่อาศัย

แม้จะมีบ้านอาศัยอยู่แล้ว หากไม่ใช่เป็นบ้านของตนเอง ทุกคนมักจะดิ้นรนแสวงหาบ้าน มาเป็นกรรมสิทธิ์ให้ได้ เพื่อความรู้สึกที่มั่นคง ในชีวิต เรียกว่ามี "ความอยากหรือความต้องการได้บ้านเป็นของตนเอง" (housing want) อาจเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือห้องชุด เพราะหาก ไม่มีกำลังซื้อ หรือไม่มีเงินพอที่จะจ่ายซื้อได้ ความต้องการหรือความใฝ่ฝันนั้นก็เป็นเพียง "ความอยาก" อยู่นั่นเอง ไม่ใช่เป็น "อุปสงค์" (housing demand) หรือ "ความต้องการบ้าน ที่มีกำลังซื้อ" (housing purchasing power) หรือ "ความสามารถจ่ายซื้อ" (affordability) แต่ประการใด

ประเด็นต้องพิจารณาคือ มีเงินเท่าใดจึงจะเรียกว่ามีกำลังซื้อที่อยู่อาศัย บุคคลที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริงนั้น ได้แก่ บุคคลที่มีเงินหรือมีความสามารถดังนี้

1)มี "เงินสด" มากพอที่จะชำระราคาซื้อได้

2)หากไม่มีเงินสดมากพอ ต้องมีความสามารถทางการเงิน คือ

ก.มีเงินออมประมาณร้อยละ 20-30 ของราคาซื้อขายบ้าน เพื่อเป็นค่าวางเงินจอง เงินทำสัญญา และเงินผ่อนดาวน์ตามที่ผู้ขายกำหนด

ข.สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ร้อยละ 70-80 ของราคาซื้อขาย (หรือมูลค่าประเมิน) ระยะเวลากู้นาน 20-30 ปี ตามเงื่อนไขสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อชำระราคาส่วนที่ขาดให้กับผู้ขาย

ค.สามารถผ่อนชำระหนี้เป็นเงินงวดรายเดือนให้กับสถาบันการเงินได้ทุกเดือนตลอดระยะเวลากู้

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ

จากเกณฑ์พิจารณากำลังซื้อ จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ดังนี้

1)รายได้ของประชาชน จะมากหรือน้อยขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงาน ระดับการศึกษา ความรู้ความสามารถ และลักษณะของงาน

2)รายได้เหลือหรือเงินออมของประชาชน

3)อัตราเงินเฟ้อของประเทศ หากเงินเฟ้อสูงจะส่งผลให้กำลังซื้อลดลง

4)ราคาขายที่อยู่อาศัย หากราคาสูง กำลังซื้อ ก็จะน้อยลง

5)นโยบายสินเชื่อ เงื่อนไขการปล่อยกู้ ได้แก่ ระยะเวลากู้สูงสุด อัตราส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน และค่าใช้จ่ายในการกู้ ตัวอย่างเช่น หากกำหนดให้กู้ได้นาน กำลังซื้อก็จะเพิ่มขึ้น หากกำหนดสั้น กำลังซื้อจะลดลง เป็นต้น

6)อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หากปรับตัวสูงขึ้นมากเท่าใด จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อมากเพียงนั้น

7)ค่าธรรมเนียมการโอนสิทธิ และการจดจำนอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการโอนเปลี่ยนมือที่อยู่อาศัย

ในบรรดาปัจจัยต่างๆ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่ชัดเจนมาก

การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

กับผลกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย

- ปัจจัยที่กำหนดเงินงวดรายเดือน

ในการซื้อบ้านและขอสินเชื่อจากธนาคาร ความสามารถในการชำระเงินคืนเงินกู้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทั้งนี้ "เงินงวดรายเดือน" (monthly payment) จะมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัย 3 ตัว ได้แก่

1)วงเงินกู้ (loan amount) ยิ่งขอกู้มากเท่าใดเงินงวดก็จะมากเพียงนั้น

2)อัตราดอกเบี้ย (interest rate) ยิ่งอัตรา ดอกเบี้ยต่ำ เงินงวดก็จะน้อยลง ตรงกันข้ามหากอัตราดอกเบี้ยสูง เงินงวดก็จะสูงตามไปด้วย

3)ระยะเวลากู้ (repayment period) หากระยะเวลากู้นาน เงินงวดที่จะผ่อนต่อเดือนจะน้อยลง ระยะเวลาสั้นเงินงวดก็จะสูง

- อัตราดอกเบี้ยกับผลกระทบต่อเงินงวด

ประเด็นอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเงินงวดอย่างไร จำนวนเท่าใด (หากวงเงินกู้ และระยะเวลากู้เท่ากัน) ตัวอย่างเช่น หากกู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 20 ปี จะต้องผ่อนเดือนละเท่าใด ในอัตรา ดอกเบี้ยต่างๆ





ตามตารางจะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยยิ่งเพิ่มสูงมากเท่าใด เงินงวดก็จะสูงขึ้นเท่านั้น เช่น ในปี 2547 ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับที่ต่ำมาก คำนวณที่ 3% เงินงวด (กู้ในวงเงิน 1 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 20 ปี) จะเท่ากับ 5,546 บาท เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1% เป็น 4% เงินงวดจะเท่ากับ 6,059 บาท เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 513 บาท 8.7% และเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 2% เป็น 5% เงินงวดจะเท่ากับ 6,599 บาท เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 1,053 บาท หรือเท่ากับเงินงวดเพิ่มขึ้น 16.3% เป็นต้น

เห็นได้ชัดว่าอัตราดอกเบี้ยยิ่งเพิ่มขึ้น เงินงวดจะสูงขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังผ่อนและกำลังซื้อบ้านโดยตรง

- อัตราดอกเบี้ยกับผลกระทบต่อกำลังซื้อ

ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกำลังผ่อนและกำลังซื้อบ้านมากน้อยเพียงใด หากรายได้เท่าเดิม ผู้ซื้อสามาถรผ่อนเงินงวดเท่าเดิม แต่จะสามารถกู้เงินได้น้อยลง และสามารถซื้อบ้านได้ในระดับราคาที่ลดลง

ตัวอย่างจากผลการคำนวณพบว่า หากผู้กู้มีรายได้ประมาณเดือนละ 30,000 บาท สามารถผ่อนเงินงวดเดือนละ 10,000 บาท (ประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้) ระยะเวลากู้นาน 20 ปี กรณีที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 4% จะสามารถซื้อบ้านได้ในราคา 2,062,773 บาท และสามารถกู้ได้สูงสุดเป็นเงิน 1,650,218 บาท (วงเงินกู้ประมาณ 80% ของราคาซื้อขาย)

หากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้น 1% เป็น 5% จะสามารถซื้อบ้านได้ในราคา 1,894,066 บาท และสามารถกู้ได้สูงสุด 1,515,253 บาท คิดเป็นการลดลงของราคาบ้าน และวงเงินกู้ 8.2%

หากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้น 2% จาก 4% เป็น 6% จะสามารถซื้อบ้านได้ในราคา 1,744,760 บาท และกู้ได้สูงสุด 1,395,808 บาท คิดเป็นการลดลงของราคาบ้านและวงเงินกู้ 15.4%

โดยสรุปการปรับเพิ่มของอัตราดอกเบี้ยย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังผ่อนและกำลังซื้อบ้าน ดังนั้น ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และผู้ซื้อบ้าน ควรปรับตัวให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ผู้ประกอบการอาจปรับการลงทุนและพัฒนาที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่ลดลงให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ

สถาบันการเงินควรให้คำปรึกษาแนะนำผู้กู้ ให้กู้ตามความสามารถในการผ่อนชำระเงินงวด และเตรียมรองรับเงินงวดที่อาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ในส่วนของผู้ซื้อบ้าน ก็ควรคำนึงถึงระดับราคาซื้อบ้านที่สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริงของตน และเลือกกู้เงินในประเภทอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับรายได้และกำลังผ่อน



จากพันทิปและหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ



น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังจะซื้อบ้านหรือลงทุนอื่น ๆ หมีโหดดดด


บันทึกการเข้า

งบน้อย
โอ้ว ขอบคุณครับ เจ๋ง
พอดีกู้ตังค์พ่อแล้วก็สร้างเองด้วย อาจจะไปตายตรงค่าวัสดุนิดหน่อย หน้าแตก
บันทึกการเข้า

อ๊างงง เรือนหอเพื่ออรเหรอ  กรี๊ดดดดด
บันทึกการเข้า

ตามหารักแท้ค่ะ โฮกกก








 แป๊ะยิ้ม
บันทึกการเข้า

Las Noches Rubicundior
หน้า: [1] 2 3 4
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!