หน้า: [1]
 
ผู้เขียน หัวข้อ: เส้นทางแห่งวัฒนธรรมดนตรี  (อ่าน 8903 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 ขาจร กำลังดูหัวข้อนี้
เส้นทางแห่งวัฒนธรรมดนตรีในศตวรรษที่ 20

เอามาจาก web xaap.com ของคุณ นิรันดร์ บันลือรัตน์ นะครับ
เอาไปอ่านประดับความรู้กันครับ


โดย anonymous

 
     มนุษย์ตั้งแต่ยุค ดึกดำบรรพ์มาแล้ว มีดนตรีเป็นองค์ประกอบ หนึ่งที่สำคัญของชีวิต เสียงดนตรีบางประเภท สามารถทำให้คนบางกลุ่ม เคลิบเคลิ้ม บางประเภท ก่อเกิดความเร้าใจ ดนตรีก็เหมือนกับทุกๆ สิ่งในโลกนี้ คือมีเกิด แล้วก็ต้องมีดับ มีรุ่งโรจน์ แล้วก็ต้องมีเสื่อมถอย การข้ามผ่านแห่งยุคสมัย เกิดขึ้นได้เสมอ ในวัฒนธรรมดนตรี

จนถึงขณะนี้ มีแนวดนตรีต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย บ้างก็ได้สาบสูญ ไปจากโลกนี้ บ้างกำลังจะสาบสูญ และบ้างก็สามารถ ที่จะยืนหยัดอยู่ได้ จนถึงทุกวันนี้ ในวันนี้เราจะ พูดถึงวัฒนธรรมดนตรี ตะวันตก ซึ่งมีการพัฒนา ผ่านกาลเวลามายาวนาน และมีการแตกแขนงสาขา ของดนตรีออกเป็นแนวทางต่างๆ หลายแนวทาง

จุดเริ่มที่วัฒนธรรมทางดนตรี ที่เด่นชัดของซีกโลกตะวันตก แน่นอนว่าคือ ดนตรีคลาสสิค ที่มีการแบ่งลักษณะทางดนตรี ออกเป็นยุคต่างๆ เช่น ดนตรียุคปฐมบท ได้แก่ยุคของ Early Music ประกอบไปด้วย ดนตรีในยุคกลาง (Middle Age) และดนตรีในยุค Renaissance ต่อจากนั้นก็คือยุค Baroque ยุค Classic ยุค Romantic เป็นต้น

ต่อมาเมื่อเวลา ก้าวย่างมาถึง ศตวรรษที่ 20 ดนตรีที่สำคัญหลายแนว ได้ถือกำเนิดขึ้น ตอนต้นของศตวรรษมี Blues ต่อเนื่องด้วย Jazz ดนตรีสองแนวนี้ ได้รับความนิยม และสามารถบ่งบอก ถึงความเป็นอเมริกัน ได้เป็นอย่างดี

ในยุคนั้นนอกจากดนตรี Blues และ Jazz แล้ว ยังมีดนตรีอีกประเภทหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญ ของดนตรีป็อป และร็อค ในยุคต่อๆมา นั่นก็คือ ดนตรี Gospel รูปแบบของดนตรี ประเภทนี้จะประกอบไปด้วย การร้องประสานเสียงแบบ Acapella และการร้องแบบ ไม่เป็นคำหรือ Doo Wop

นับเนื่องจากนั้นหลายปี ดนตรีป็อปแบบผู้ใหญ่ ดนตรีรักหวานแหวว ก็ครองตลาดอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งถึงยุคทศวรรษที่ 60 ดนตรีในลักษณะเพื่อชีวิต (Protest Song) ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับความสับสนวุ่นวาย ในสังคม ความเป็นบุปผาชน และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มากมาย เช่น การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน การลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ สงครามเวียดนาม ฯลฯ หัวหอกของดนตรีในแนวนี้ ได้แก่ Joan Baez และ Pete Seger ยิ่งกว่านั้นยุค 60 ถือได้ว่า เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง อย่างแท้จริง เพราะมีการแหวก ออกจากขนบเก่าๆ โดยวัยรุ่น ดนตรี Rock and Roll เป็นผลพวงหนึ่ง จากการพยายามหลุด จากธรรมเนียมนิยม

Little Richard ได้รับการยกย่องว่า เป็นต้นตำรับแห่งดนตรี Rock and Roll แต่ Elvis Presley ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่ง Rock and Roll โดย Elvis เป็นคนที่ทำให้วัฒนธรรม Rock and Roll ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด ควบคู่ไปกับ การได้รับการต่อต้าน จากคนแก่เคร่งศาสนา และหลังจากนั้นไม่นาน Rock and Roll ก็ยิ่งทวีความนิยม มากขึ้น เมื่อมีการอุบัติ ของวงดนตรีอังกฤษ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในโลกนาม The Beatles เต่าทองทั้ง 4 คนนี้ สามารถนำสีสัน มาสู่โลกดนตรีตะวันตก ได้อย่างมากมาย

ยุคทศวรรษที่ 70 ดนตรี Rock and Roll ได้รับการดัดแปลง ใส่ความหยาบ ลงไปจนกลายเป็น ดนตรีแนวใหม่ ที่เรียกว่า Punk ผู้นำทางดนตรีแนวนี้ ได้แก่ วงดนตรีแห่งอนาธิปไตย ที่นามว่า Sex Pistols ดนตรี Punk ใส่ความหยาบ ลงไปในดนตรีโดยไม่สนใจ ในเรื่องความสามารถ ทางเครื่องดนตรีมากนัก แต่ดนตรี Heavy Rock ซึ่งเริ่มปรากฏในยุคนี้ เช่นเดียวกัน กลับเน้นทั้ง ทักษะทางดนตรีความหยาบ ความหนักหน่วง รุนแรงของเสียง และเนื้อร้อง ที่แสดงถึงความแปลกแยก ทางสังคม อย่างไรก็ตามทั้ง Punk และ Heavy ก็ได้รับความนิยม อย่างสูง ในยุคนั้น เนื่องจากอยู่ในช่วงที่ เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนรู้สึก สับสนวุ่นวาย ต้องระบายออก ทางดนตรีที่ค่อนข้างรุนแรง หนักหน่วง

ส่วนในฝั่งตรงข้าม ของดนตรี Heavy และ Punk นั้น มีดนตรี Disco เป็นส่วนแบ่ง ทางตลาดที่สำคัญ ผู้คนที่ดูจะมีความสุข กับชีวิตได้ในทุกสถานการณ์ ไม่เดือดร้อนกับ สภาพสังคมที่ตกต่ำ ชื่นชอบการเต้นรำ และแฟชั่น ดนตรี Disco เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วย ส่งเสริม lifestyle ของคนประเภทนี้ โดยมี Abba และภาพยนตร์เรื่อง Saturday Night Fever ที่นำแสดงโดย John Travolta เป็นแรงผลักดัน สำคัญ

ในยุค 80 ดนตรีของคนผิวดำ ที่เรียกว่า Hip Hop และ Rap เผยโฉมออกมา ให้เห็นและ ได้รับความนิยม พอสมควร ถ้าเทียบกับยุค 60 และ 70 แล้ว ดนตรีในยุคนี้ ไม่ค่อยมีความโดดเด่น มากนัก จะเป็นลักษณะ ของการต่อยอด มาจากยุค 70 เสียมากกว่า แต่ยุคนี้ก็มี จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เหมือนกันคือ มีการนำเอา อุปกรณ์อิเลกโทรนิค มาใช้ใน การสร้างสรรค์ บทเพลงอย่างจริงจัง ไม่ว่า จะเป็นวงดนตรีอย่าง Kraftwork หรือ Depeche Mode ล้วนแล้ว แต่มีอิทธิพล ต่อดนตรีในยุค 90 ทั้งสิ้น

ยุคทศวรรษที่ 90 เป็นยุคแห่งการแสวงหาความแปลกใหม่โดยแท้ มีดนตรีแนวใหม่ที่เกิดจากการผสมผสานดนตรีชนิดอื่นๆ เข้าด้วยกันขึ้น ทางฝั่งอังกฤษเรียกดนตรีแนวนี้ว่า Alternativeในขณะที่ฝั่งอเมริกาเรียกว่า Modern Rock ในช่วงต้นทศวรรษถือว่าเป็นยุคทองของดนตรีประเภทนี้จริงๆ อัลบั้มแต่ละชุดสามารถขายได้เป็นล้านๆ ทางฝั่งอเมริกามีวงดนตรี Seattle Sound อย่าง Nirvana นำขบวนด้วยอัลบั้มชุด Nevermind ตามมาด้วยวงในแนวเดียวกันอย่าง Pearl Jam, Alice In Chain และ Soundgarden

ทางด้านฝั่งอังกฤษ ถือได้ว่า เป็นผู้นำ แห่งยุคสมัย เพราะดนตรี อังกฤษไม่เคย หยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา มีวงดนตรี Alternative หลายวง ที่ประสบความสำเร็จ ไปทั่วโลก อาทิ Oasis, Blur, Suede, Manic Street Preachers, Pulp เป็นต้น

มาใน ช่วงปลายทศวรรษ นี้เองที่ดนตรี Alternative หรือ Modern Rock เริ่มเสื่อม ความนิยมลง โดยมีดนตรี ที่นำเอา เสียงสังเคราะห์ ต่างๆ มาใช้เป็น ตัวแทรกแซง ดนตรี อิเลกโทรนิค เหล่านี้ได้แก่ ดนตรีประเภท Bristol Sound, House, Big Beat, Break Beat, Trance และอื่นๆ อีกมากมาย มีวงดนตรี ที่ได้รับความนิยม ซึ่งส่วนมาก เป็นวงจากฝั่ง อังกฤษ เช่น Chemical Brothers, The Prodigy, Fatboy Slim, Underworld และที่กำลัง มาแรงล่าสุดคือ Basement Jaxx วงดนตรี เหล่านี้ครอง ความนิยมในหมู่วัยรุ่น และนักเต้นรำ แสดงให้เห็น ถึงแนวโน้ม ของดนตรีในยุคหลัง ปี2000ได้เป็นอย่างดี ว่าคงหนีไม่พ้น ดนตรีอิเลคโทรนิค

วงการดนตรี ในซีกโลกตะวันตก มีการพัฒนา อย่างไม่หยุดยั้ง มีการสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ หันมามองดู วงการดนตรี ของไทยแล้ว ก็เศร้าใจ ไม่ว่าจะผ่าน มากี่ปีก็ยังย่ำ อยู่กับที่ คอยตามก้น ฝรั่งอยู่เสมอ ขาดการสร้างสรรค์ และเอกลักษณ์ อย่างรุนแรง จึงเป็นการยากนัก ที่จะนำดนตรี ของประเทศเราก้าวข้าม ผ่านไปสู่ ความเป็นสากล และได้รับความนิยม ในวงกว้าง นอกจาก ในประเทศเอง
 
ขอขอบคุณ web xaap.com  กับคุณ นิรันดร์ บันลือรัตน์ เจ้าของบทความครับ และคุณ anonymous คนเอาบทความมาโพส
บันทึกการเข้า
กล้าทำแนวใหม่ๆอ่ะมันก็กล้าอยู่หรอก
มันขึ้นอยู่กับคนซื้อด้วย ทำมาแล้วเจ๊งมีเยอะไป
ฝั่งตะวันตกเค้าเป็นผู้นำด้านความแปลกใหม่ก็เพราะมีคนฟังที่หลากหลาย
เพลงไทยต้องทำเพื่ออยู่รอด ทำมาแล้วต้องขายได้
บันทึกการเข้า

กำลังโหลดข้อมูล .....
มันก็จริงครับ ผมก็เห็นด้วยกับ คุณSub-Zero™ เพลงไทยมันขึ้นอยู่กับการตลาดด้วย
คนที่กล้าจะทำแนวใหม่ๆ ส่วนมากมักจะมี ฐานะดีไม่ได้เดือดร้อนเงินทองอะไร เน้นทำเอามันเข้าว่า
อีกอย่างทางฝั่ง ตะวันตก สภาพสังคม วัฒนธรรม ค่านิยม ของเค้าก็ต่างจากเรา
ผมว่าความบ้ามันต่างกันครับ
บันทึกการเข้า
เมื่อวานดู Channel V thailand
เค้าบอกว่าใหม่เจริญปุระออกเทปชุดใหม่

ฟังไปฟังมา
มเอกลักษณ์มาก ฟังแล้วไม่รู้ว่า
มันเพลงของชุดแรก หรือว่าเอามาทำใหม่ ขี้
บันทึกการเข้า

ฮิ้วววววววววววววววววววววววววววววว
อย่างวงเพื่อนผม อยู่สังกัดค่ายแถวลาดพร้าวมันกำลังทำชุด 2 อยู่ ทำเองทั้งหมดทั้งอัลบั้ม ทำเดโมเสร็จแล้วค่ายบอกว่าให้เหลือ 2 เพลงที่เหลือทางค่ายจะทำเองหมดแบบแนวตลาดๆ ให้เหตุผลว่าเพลงมันหนักไป แรงไปไม่ตลาด ผมฟังเดโมแล้วถ้าทำซาวด์ให้ดีๆไม่แบนไม่ก๊องแก๊งแบบแนวค่ายลาดพร้าว ก็เจ๊งเลยซาวด์ไม่เหมือนเพลงไทยเลย เพื่อนผมมันไม่ยอม ผลคือโดนดองสิครับเหลือสัญญาอีกเกือบ 2 ปีรอไปสิ แต่ถ้ายอมก็ได้ออกแต่ก็ถูกคนฟังเพลงคนเล่นดนตรีด่าว่าเพลงแม่งโคตรตลาด โคตรเสียว...ทำใจครับ ทำใจได้อย่างเดียว นั่งตบยุงรอหมดสัญญา เพื่อนผมบ้านมันยังมีฐานะถือว่ารวยเลยทีเดียว ถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเงินก็ตายครับ แล้วก็ค่อยๆหายไปจากวงการเหมือนหลายๆวง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
 
 
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!